Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


การปฏิรูปการศึกษากับรัฐบาลใหม่




      

การปฏิรูปการศึกษากับรัฐบาลใหม่

 

         สุรชาติ สังข์รุ่ง

          ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายแบบพลิกความคาดหมายหากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง คนไทยคงได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลภารกิจอันหนักอึ้งคือ การดำเนินการตามนโยบาย และวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ให้ได้
          นโยบายที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ  นโยบายทางด้านการศึกษาซึ่งแน่นอนรัฐบาลจะต้องดำเนินการปฏิรูปการศึกษา นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาภายใต้พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กว่าสิบปีที่ผ่านมางบประมาณหลายหมื่นล้านได้ถูกใช้ในการปฏิรูปโดยรัฐบาลที่ผ่านมา
          แต่ผลของการปฏิรูปการศึกษาได้ปรากฏออกมาอย่างน่าใจหาย เมื่อหลายหน่วยงานประเมินระดับชาติได้ผลออกมาตรงกันว่า คุณภาพยังไม่เป็นที่น่าพอใจความสามารถในการอ่านของเด็กไทยลดลง ผลการพัฒนาที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ เช่นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษา เพิ่มขึ้นเล็กน้อยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
          การเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นรูปธรรมก็คือ การปฏิรูปโครงสร้าง การกระจายอำนาจ สิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูดีขึ้น เงินเดือน ค่าตอบแทน โอกาสความก้าวหน้าสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปตามหลักการ ทฤษฎี และความจำเป็นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมโลก
          แต่ผลในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง
          การปฏิรูปโครงสร้างก็เพื่อให้เกิดเอกภาพ แต่กลับขาดการประสานระหว่างองค์กรหลักๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ข้อดีคือการที่ตำแหน่งผู้บริหารในองค์กรหลักเหล่านั้นสูงขึ้น การกระจายอำนาจกฎหมายให้อำนาจเขตพื้นที่และสถานศึกษาไว้ชัดเจน เขตพื้นที่เป็นผู้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ส.พ.ฐ.)ไปปฏิบัติ เขตพื้นที่จึงเป็นหน่วยที่จะแปลงนโยบายของศธ. และกำหนดนโยบายในระดับเขตพื้นที่และให้การสนับสนุนสถานศึกษาในฐานะเป็นหน่วยปฏิบัติและหน่วยให้บริการทางการศึกษาแก่ชุมชน
          แต่ดูเหมือนว่าเขตพื้นที่ทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนอยู่ห่างๆ โดยถือว่าหน้าที่การให้บริการทางการศึกษาเป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ซึ่งอาจไม่ได้ตระหนักว่ายังมีสถานศึกษาหรือโรงเรียนขนาดเล็กอีกกว่า 20,000 แห่ง ที่ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะให้บริการศึกษาให้มีคุณภาพได้ด้วยตัวเอง
          ในขณะเดียวกัน เขตพื้นที่เองก็ไม่ได้รับการกระจายอำนาจจากหน่วยงานต้นสังกัดเท่าที่ควรในหลายๆ เรื่อง
          ในเรื่องสิทธิประโยชน์ของครูและบุคลากรทางการศึกษาถูกยกระดับให้สูงขึ้นค่อนข้างมาก ด้วยระบบวิทยฐานะทำให้ข้าราชการครูมีความก้าวหน้าในอาชีพ ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทนสูงขึ้น
          ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในขณะที่ครูได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังกล่าวมากขึ้น การพัฒนาคุณภาพของนักเรียนไม่ได้สูงขึ้นตามไปด้วย
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรบริหารงานบุคคลระดับเขตพื้นที่บางแห่งมองว่าวิทยฐานะเป็นเรื่องของสวัสดิการ เมื่อครูขอรับการประเมิน ควรผ่านการประเมิน ซึ่งขัดกับเป้าประสงค์ของการนำวิทยฐานะมาใช้เพื่อต้องการให้ครูสร้างคุณภาพทางการศึกษาให้เกิดขึ้น
          โดยสรุปแล้ว การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเป็นการปฏิรูปที่เน้นรูปแบบ (form) แต่ไม่เข้าถึงสาระ(essence)
          ในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษนิวซีแลนด์ ก็ดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาปฏิรูปการเรียนรู้ พัฒนาครู พัฒนา IT เช่นกัน และผลการปฏิรูปในประเทศเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ในขณะที่ประเทศของเรายังย่ำอยู่กับที่
          ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาภายใต้นโยบายของรัฐบาลนี้ ควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่เป็นการเข้าถึงสาระเพื่อให้เกิดผลในเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง
          กลไกสำคัญที่จะนำพาการปฏิรูปการศึกษาไปสู่เป้าหมายที่ต้องการก็คือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา
          การปฏิรูปการศึกษาในแต่ละครั้งรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาครู แต่ผลที่ได้ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเท่าที่ควร เพราะเป็นการพัฒนาที่เน้นการให้ความรู้และทักษะในวิชาชีพครูที่ได้รับการพัฒนาแล้วขาดกลไกการบริหารที่จะกระตุ้นและกำกับให้นำความรู้ทักษะมาใช้อย่างจริงจัง
          สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ได้เน้นการพัฒนา หรือขาดวิธีการพัฒนาที่ดีเพื่อสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบ(Accountability) จิตสำนึกของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งครูผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา ในการให้บริการทางการศึกษาที่มุ่งมั่นคุณภาพของนักเรียน
          นอกจากนี้ภาวะผู้นำทางการศึกษาต่ำ การขาดแรงจูงใจและสิ่งกระตุ้น การขาดการกำกับและติดตามผลล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ครูขาดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพของนักเรียนอย่างเต็มที่
          มีงานวิจัยต่างประเทศหลายเรื่องที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนดีต้องมีผู้บริหารดี ผู้บริหารที่ดีจะอยู่ในโรงเรียนที่ดี
          การจะเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับครูและผู้บริหารให้มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ(Accountability) ต้องพัฒนากลไกการบริหารให้เข้มแข็ง กำหนดมาตรการให้ครูทุกคนต้องมีแผนพัฒนาตนเอง (Individual development plan : ID plan)
          แผนนี้เกิดจากการวิเคราะห์งานการเรียนการสอนวิเคราะห์ปัญหาเด็ก วางแผนแก้ปัญหา
          แผนนี้ต้องส่งให้ผู้บริหาร ผู้บริหารต้องทำหน้าที่สนับสนุนกำกับให้เกิดการพัฒนา เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง ให้สิ่งจูงใจในการเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือการให้ โอกาส อย่างเป็นธรรม
          ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีแผนเสนอต่อผู้บังคับบัญชาในลักษณะเดียวกัน เสมือนเป็น คำมั่นสัญญาที่จะพัฒนาให้เกิดคุณภาพอย่างไรบ้าง
          ถ้าครูและผู้บริหารทุกคนมุ่งมั่นสร้างคุณภาพผู้เรียน นี่คือการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง
          ระบบการพัฒนาดังกล่าวนี้ต้องเชื่อมโยงกับระบบความก้าวหน้า คงเป็นการยากที่จะให้ครูทำแต่คุณภาพโดยขาดแรงจูงใจ ผลที่ได้จากการพัฒนางานพัฒนานวัตกรรมตามแผนนี้ คือ ครูสามารถนำไปสร้างผลงานทางวิชาการเพื่อประเมินวิทยฐานะ
          การพัฒนาผลงานวิชาการเพื่อการเรียนการสอนที่ได้วางแผนอย่างดี อย่างถูกทางตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ครูผ่านการประเมิน มีวิทยฐานะที่สูงขึ้น อันหมายถึงความก้าวหน้า เงินเดือนและค่าตอบแทน
          ระบบการพัฒนาที่เกิดจากความมุ่งมั่นของตัวครูเอง บวกกับแรงจูงใจในความก้าวหน้า จะทำให้ครูบริหาร จัดการเรียนการสอนที่เน้นคุณภาพอย่างแท้จริง และยังเป็นกลไกสร้างภาวะผู้นำให้ผู้บริหารเพราะผู้บริหารมีหน้าที่กำกับให้เกิดคุณภาพและยังถูกตรวจสอบโดยระบบประเมินคุณภาพ และภาวะผู้นำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความก้าวหน้าของผู้บริหารสถานศึกษาด้วย
          อย่างไรก็ดี ระบบการประเมินวิทยฐานะควรเข้มแข็ง ผลงานวิชาการนวัตกรรมต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นผลการพัฒนาที่สะท้อนคุณภาพเด็กจริงๆ เท่านั้น ในปัจจุบัน องค์คณะบริหารงานบุคคลในระดับเขตพื้นที่ยังมองระบบการประเมินวิทยฐานะเป็นเพียงการหยิบยื่นสวัสดิการให้ครู โดยไม่คำนึงถึงผลในเชิงคุณภาพของเด็ก
          ในบางเขตพื้นที่การศึกษาประเมินครูผ่าน มีวิทยฐานะสูงเกือบ 100% โดยทิ้งคำถามไว้กับสังคมว่าครูวิทยฐานะสูงขึ้น แต่คุณภาพเด็ก...?
          อย่างไรก็ดี หากครูเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาที่ถูกทางตั้งแต่ต้น กระบวนการจัดทำผลงานวิชาการ ในรูปแบบต่างๆ เช่น วิจัย รายงานการพัฒนานวัตกรรมการประเมินโครงการ และเอกสารผลงานอื่นๆ ก็อาจให้ น้ำหนักความสำคัญน้อยลง หันไปเน้นการลงมือปฏิบัติที่เกิดผลเชิงคุณภาพกับผู้เรียนจริงๆ หรือถ้ายังจำเป็นในทางวิชาการก็ควรเป็นการส่งเสริม ให้ความรู้ความเข้าใจ เพราะถึงอย่างไร ครูส่วนใหญ่ขาดความรู้ด้านการวิจัยทางวัดผล
          หากระบบการประเมินเป็นเชิงสร้างสรรค์อย่างนี้ต่อให้ครูกว่า 300,000 คนผ่านการประเมิน มีวิทยฐานะสูงขึ้น รัฐต้องจ่ายงบประมาณปีละเป็นหมื่นล้านก็คุ้มค่า
          ดีกว่าทุ่มงบประมาณหลายหมื่นล้าน แต่คุณภาพการศึกษายังต่ำ
          ระบบการปฏิรูปการศึกษาข้างต้นเป็นระบบที่ลงมือทำได้ทันที ไม่ต้องลงทุนมหาศาล จึงอยากฝากเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำการปฏิรูปสู่คุณภาพการศึกษาเทียบเท่าสากล และต้อนรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 ต่อไป

 

          --มติชน ฉบับวันที่ 3 ส.ค. 2554 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 02 ส.ค. 54   อ่าน 22392 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ข่าวล่าสุด ป.บัณฑิต วิชาชีพครู
13 มี.ค. 58 | อ่าน 860 ครั้ง
สกอ.ไฟเขียวให้ปริญญานศ.เอไอที อธิการบดีแจงต้องใช้กฎบัตรใหม่เพราะระดมทุนช่วงหลังฝืดยอดบริจาคลด
14 ธ.ค. 55 | อ่าน 739 ครั้ง
ชูธง ปฏิรูปการศึกษาเพิ่มทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และภาษา
19 ส.ค. 56 | อ่าน 374 ครั้ง
เปิดสมัครสอบครูผู้ช่วยปลายมี.ค.นี้ไร้ตั๋วครูอด - ชงสอบเฉพาะข้อเขียน
06 มี.ค. 55 | อ่าน 12921 ครั้ง
การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2559 โครงการคืนครู ครั้งที่ 2
22 ธ.ค. 58 | อ่าน 510 ครั้ง
สพฐ.เตรียมคัดเลือกโรงเรียนนิติบุคคล ใช้รูปแบบ 2 ระบบ
10 ต.ค. 55 | อ่าน 820 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.