Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


เรียนเพื่อเป้าหมายชีวิตหัวใจการศึกษา"โฮมสคูล"




      

เรียนเพื่อเป้าหมายชีวิตหัวใจการศึกษาโฮมสคูล

 

          เรียนเพื่อเป้าหมายชีวิตหัวใจการศึกษาโฮมสคูล : สกู๊ปพิเศษโดยชุลีพร   อร่ามเนตร
          หัวใจสำคัญในการจัดโฮมสคูลให้ประสบความสำเร็จคือ คนในครอบครัวต้องพูดคุยกัน เพื่อฟังเสียงของกันและกัน และเสียงนั้นต้องมาจากความคิด ความต้องการของแต่ละคนจริง ๆ เพราะทุกวันนี้ในครอบครัวแม้จะพูดคุยกันแต่ต้องยอมรับว่า อาจไม่ใช่เสียง ความคิดที่แท้จริงของพ่อแม่ หรือลูก เป็นเพียงการสื่อสารภายใต้ความคาดหวัง สิ่งที่พ่อแม่ต้องการมากกว่าลูกต้องการ เพราะพ่อแม่กลัวว่า ลูกจะไม่มีจุดยืน สู้คนอื่นไม่ได้ ทำให้เด็กไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไร เรียนไปเพื่ออะไร ขาดแรงบันดาลใจในการก้าวตามความฝันของตนเอง เสียงสะท้อนจากหัวใจนายมนตรีทองเพียร หัวหน้าครอบครัวที่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูล จนลูกทั้ง 3 คนประสบความสำเร็จในชีวิตของตนเอง
          ครอบครอบครัวทองเพียรประกอบไปด้วย ลูกสาว 2 คนลูกชาย 1 คนและพ่อแม่ นายมนตรี หนึ่งในวิทยากร มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ย้อนเล่าไปถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทีได้ส่งลูกๆ ทั้ง 3 คน เข้าโรงเรียนในระบบเหมือนครอบครัวอื่น คนโตเสียงเขาไม่ชัดเจนว่าอยากเรียนในระบบหรือนอกระบบ เราก็ส่งเข้าเรียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบชั้นม.6 เขาขอหยุด และอยากเรียนนอกระบบ
          ส่วนลูกคนกลาง ลูกชายเสียงเขาชัดเจนมาตั้งแต่อนุบาลว่าไม่อยากไปโรงเรียน เรียนแล้วไม่มีความสุข และเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงป.6 ประกอบกับตอนนั้นภาวะเศรษฐกิจในครอบครัวมีปัญหา จึงตัดสินใจให้ลูกชายหยุดเรียนและทดสอบจัดการจัดศึกษาเอง และคนเล็ก เขาเลิกเรียนในระบบตอนม.3 ตอนนี้กำลังสนใจทางด้านดนตรี
          ช่วงแรกๆครอบครัวทองเพียร พยายามศึกษารูปแบบการเรียนการสอนจากครอบครัวที่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลซึ่งแต่ละครอบครัวอาจมีรูปแบบต่างกัน แต่มีหลักการคล้ายกัน คือไม่เอาระบบการศึกษา เพราะมองว่าระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ การเรียนรู้ของลูกๆ ชุดหลักสูตรแม้จะไม่แน่ชัด อย่างหลักสูตรในระบบการศึกษา หรือ พูดง่ายๆว่า ไม่มีหลักสูตร เพียงแต่พ่อแม่มีหน้าที่หลักในการสนุบสนุนความต้องการ ดูว่าความต้องการลึกๆในแต่ละช่วง จังหวะชีวิต แรงบันดาลใจคืออะไร และจัดสิ่งที่จะสร้างการเรียน ความต้องการให้เหมาะสม อย่าง ลูกชาย ช่วงแรกสนใจอยากเรียนรู้เรื่องวาดรูป อยากเขียนหนังสือ ความใฝ่ฝันกว้างๆ พ่อแม่ก็พาไปเจอนักเขียน คนทำงานศิลปะ และเขาค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง พ่อแม่ทำหน้าที่เพียงประคับประคอง
          โฮมสคูลแบบฉบับของครอบครัวทองเพียง เป็นแบบ UnSchooling หรือ การไม่เอาระบบโรงเรียนดังนั้น การเรียนโฮมสคูล สองสามปีแรก ยอมรับว่าลูกแต่ละคนอาจจะหาทิศทางตัวเองไม่เจอ อย่าง ลูกชาย เมื่อเขาออกจากระบบ ไม่รู้ว่าจะเรียนรู้อะไร ต้องปล่อยให้แสวงหาตัวเองสักพัก ซึ่งตอนนั้นพ่อแม่เกิดความกังวลเล็กๆ เพราะเด็กเมื่อมีอิสระมาก ทำให้นอนตื่นสายบ้าง ขาดระเบียบวินัยบ้าง กลัวว่าลูกจะไม่มีระเบียบวินัย แต่พอเขาได้ค้นหาสิ่งที่ตนเองรัก เช่น ได้เล่นมวยจีน รู้สึกชอบ เขาก็จะตื่นตัว เปลี่ยนชีวิตจากน้องตื่นสายเป็นตื่นเช้า มาฝึกมวยจีนเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นอีกหนึ่งทักษะชีวิตที่เขาจริงจัง และสามารถการถ่ายทอดให้คนอื่นได้ จนตอนนี้ได้ เป็นครูฝึกสอนมวยจีน ต่อมาเรียนต่อแพทย์แผนทิเบต ประเทศอินเดีย และได้รับใบปริญญาการแพทย์จากทิเบต ตอนนี้กำลังเรียนการแพทย์แผนไทยเพิ่มเติม เพื่อขอสอนขอใบประกอบวิชาชีพ โดยการเรียนทั้งหมดของลูกชาย เป็นการเรียนแบบโฮมสคูล
          นายมนตรีเล่าต่อว่าครอบครัวสำคัญมากในการจัดโฮมสคูล เพราะหากพ่อแม่ไม่ฟัง หรือ ยอมรับความคิดเห็นของลูกไม่เชื่อว่าลูกจะมีจุดยืน ทิศทางของตัวเองได้ การเรียนแบบโฮมสคูลก็ไม่ต่างอะไรกับการเรียนในระบบ ทั้งที่การเรียนแบบโฮมสคูล คือ การจัดการศึกษาแบบอิสระภายใต้ขอบเขต ที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จ โดยไม่ใช่การบีบบังคับ หรือ สร้างความเบื่อหน่าย
          ฉะนั้น การเรียนแบบโฮมสคูล พ่อแม่เป็นเพียงกลไกที่ช่วยให้พวกเขาเดินไปถึงฝัน ไม่ใช่สั่งหรือบังคับ ซึ่ง อาจเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่จะเข้าใจเรื่องราวของลูกทั้งหมดเพราะบางเรื่องลูกอาจจะคิดไม่เหมือนพ่อแม่ แต่พ่อแม่ต้องไม่ตัดสินว่าถูกผิด แต่ต้องฟังในสิ่งที่เขาคิดก่อนว่าต้องการอะไร สนใจอะไร เป็นไปได้หรือไม่ และจังหวะไหนที่ช่วยเหลือเขาได้ โดยต้องมีขอบเขต กติกาชัดเจน ขอบเขตดังกล่าวต้องไม่ใช่ปิดกั้นลูก เมื่อผ่านไประยะหนึ่งลูกจะจัดการตัวเองได้
          ทุกวันนี้นายมนตรี พอใจมากในการจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล เพราะลูกๆ ทุกคนมีความสุข มีจุดยืน ทิศทางของตัวเอง มีความมั่นคง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรมีให้แก่ลูก และจริงๆ แล้วการเรียนแบบโฮมสคูล สามารถบูรณาการเรียนร่วมกลับในระบบได้เพียงแต่ระบบต้องใจกว้าง เอื้อให้เด็กในระบบโฮมสคูลได้เข้าสู่ระบบ โดยครู โรงเรียน ต้องปรับความคิด ทัศนคติ รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมลงบ้าง
          จากการได้เป็นที่ปรึกษาเทศบาลจ.ขอนแก่นทำให้ได้นำบทเรียน ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง เข้าไปดูแลเด็กหลังห้อง เด็กที่ระบบไม่สนใจของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลจ.ขอนแก่น2 โรงโดยมีลูกผม ซึ่งเป็นวิทยากรที่ผ่านการเรียนแบบโฮมสคูลเข้าไปดูแล และให้ครูที่สอนอยู่ในระบบถอยออกมาก้าวหนึ่ง พบว่า เด็กโฮมสคูลและเด็กในระบบเชื่อมโยงกันได้ แถมยังทำให้เด็กในระบบเริ่มมีพลังชีวิต สนใจอยากตื่นขึ้นมาเรียนรู้ ดังนั้น หากครู โรงเรียนไม่ยึดตำรา ประสบการณ์เดิมมากเกินไป การเรียนแบบโฮมสคูลจะช่วยเด็กที่ซ่อนอยู่ในระบบแต่ผ่านระบบโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยกลายเป็นผู้ที่มีความรู้ พัฒนาตัวเอง มีระเบียบวินัยมากขึ้นได้
          การเรียนแบบโฮมสคูล เป็นเพียงแนวทางของการจัดการศึกษาที่อาจไม่ตรงตามหลักสูตร แผนในระบบ แต่เป็นการสร้างคนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิต ความต้องการ ความฝัน อันก่อเกิดจากแรงบันดาลใจของคนๆ นั้นจริงๆ เมื่อนั้นความสุขที่ได้เรียนหนังสือก็จะเกิดขึ้นกับทุกๆฝ่าย
          0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

          ที่มา: http://www.komchadluek.net



โพสเมื่อ : 25 ก.ค. 54   อ่าน 78249 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
"บิ๊กหนุ่ย" มอบผู้บริหาร ศธ.รวบรวม "พระราชดำริ-พระราชดำรัส" ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการศึกษา
20 ต.ค. 59 | อ่าน 231 ครั้ง
ก.ค.ศ. ปรับระเบียบดำเนินการทางวินัย
10 ก.ย. 61 | อ่าน 45 ครั้ง
ล่าชื่ออจ.จี้กกอ.แก้ทีคิวเอฟ ส.ค.ศ.ท.หนุนลดผลิตน.ศ.ครู
08 ก.พ. 56 | อ่าน 735 ครั้ง
สสวท.นำร่อง 12 ศูนย์สะเต็มศึกษา
24 ก.พ. 57 | อ่าน 874 ครั้ง
เลขาฯ กพฐ.หนุนแนวคิดดึงพยาบาลสอนเพศศึกษา
23 พ.ย. 53 | อ่าน 18283 ครั้ง
’ชินวรณ์’ยืดอกรับผิดชอบคนเดียวถ้ารับนักเรียนโปร่งใสแล้วถูกฟ้อง
18 มี.ค. 54 | อ่าน 29069 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.