Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


วิกฤตการศึกษาไทย




      

วิกฤตการศึกษาไทย

 

รศ.สุดา ภักษา         
          คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้แถลงว่า ผลสอบ O-NET ปีการศึกษา 2553 ของนักเรียนทั้งประถมและมัธยมศึกษาสายสามัญ ต่ำกว่าของปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะวิชาหลัก เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และกระทรวงเองยอมรับความล้มเหลว ทั้งๆ ที่การปฏิรูปการศึกษากำลังจะเข้าสู่ระยะที่ 2 ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
          บทความเรื่อง การศึกษาของไทยยิ่งทำให้คุณภาพแย่ลงของ รศ.ดร.บุญมีพันธุ์ไทยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ตีพิมพ์ในมติชน วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ได้โจมตีหน่วยงานต่างๆของ ศธ.ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา ได้แก่ สมศ.สทศ. สกอ. สพฐ. ก.ค.ศ.
          โดย รศ.ดร.บุญมี สรุปว่า การบริหารจัดการการศึกษาของ ศธ.ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเห็นได้จากการที่ ศธ.ดำริจะกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ คือ แยกหน่วยงานประถมศึกษา และมัธยมศึกษาออกจากกัน เหมือนเมื่อครั้งยังไม่มีการปฏิรูปการศึกษา
          ส่วนหน่วยงานอุดมศึกษาซึ่งเดิมเป็นทบวงมหาวิทยาลัย และปัจจุบันเป็นสำนักงานการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งดูเหมือนแยกเป็นอิสระนั้น รศ.ดร.บุญมีเห็นว่า แท้ที่จริงได้ถูกกลืนหายไปภายใน ศธ. จึงเป็นที่มาของเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และดูเหมือนว่ายังหาที่สิ้นสุดมิได้
          หลังบทความของ รศ.ดร.บุญมี ไม่นานนัก ได้มีบทความของ ดร.รุ่ง แก้วแดง ที่ดูประหนึ่งโต้แย้งบทความแรก โดยได้กล่าวถึงประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
          ดร.รุ่งได้ชี้ให้เห็นว่า การทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างมูลนิธิของท่านกับหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ นำมาซึ่งความสำเร็จของโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ดังกล่าว
          ผู้เขียนเห็นด้วยกับ รศ.ดร.บุญมี พันธุ์ไทยในภาพรวมของการศึกษาที่ล้มเหลว ส่วนความสำเร็จของโครงการพัฒนาโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการทำงานในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองเป็นการทำงานที่ย่อมได้รับความร่วมมือและความใส่ใจเป็นพิเศษจาก ศธ.เป็นการทำงานที่ย่อมได้รับความร่วมมือและความใส่ใจเป็นพิเศษจาก ศธ.
          หากเป็นโรงเรียนทั่วไปในสังกัด สพฐ.ที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ จะได้รับความเอาใจใส่สนใจเท่านี้หรือไม่ยังสงสัย
          เมื่อพูดถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทยผู้เขียนขอเสริมบางประเด็นต่อจากรศ.ดร.บุญมี ดังนี้
          1.ในด้านการจัดการเรียนการสอนศธ.ส่งเสริมให้โรงเรียนมีโครงการสอนรูปแบบต่างๆ เพื่อสนองตอบความต้องการและศักยภาพของนักเรียน เช่น โครงการภาคภาษาอังกฤษ (EP) โครงการสองภาษา (Bilingual) โครงการเด็กที่มีความสามารถพิเศษ(Gifted) โครงการเน้นการเรียนบางวิชาอย่างเข้มข้น (Intensive) เป็นต้น
          โครงการพิเศษเหล่านี้มีการสอบคัดเลือกและเก็บค่าเล่าเรียนสูงกว่าโครงการสามัญทั่วไป จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าการวางตัวผู้สอนจะต้องพิถีพิถันกว่า โครงการเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ ครูมีพอหรือไม่สำหรับทุกโครงการ นักเรียนส่วนใหญ่ที่เรียนสายสามัญทั่วไปจะได้รับความเอาใจใส่ดูแลเท่าเทียมและเพียงพอหรือไม่เท่าเทียมและเพียงพอหรือไม่
          โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดูเหมือน ศธ.จะนิยมโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก มากกว่าโรงเรียนเล็กๆ ที่ครูอาจดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงกว่า จึงมีข่าวว่าจะมีการยุบโรงเรียนเล็กๆ ถึง 200 โรงเรียน ทำให้กลุ่มโรงเรียนเล็กร่วมกันประท้วง ศธ.อยู่ในเวลานี้
          2.ในด้านรูปแบบการสอนปรัชญาการสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ (Child-centered) ทำให้เกิดรูปแบบกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การทำรายงานเป็นกลุ่ม การรวมกลุ่มทำโครงงานต่างๆ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้อาจต้องการฝึกฝนนักเรียนให้ทำงานร่วมกัน และรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง แต่บางกิจกรรมดูจะเกินกำลังเด็ก เช่น ให้นักเรียนชั้นประถมรวมกลุ่มทำรายงาน เป็นต้น
          ปรัชญา Child-centered ที่ ศธ.ชูธงเป็นเป้าหมายหลักของการเรียนการสอนคืออะไรแน่ จะมีวิธีสอนแนวใหม่ที่จะไปถึงอุดมการณ์นี้ได้อย่างไร ในเมื่อ รศ.ดร.บุญมี ได้ชี้ให้เห็นว่าครูต้องคร่ำเคร่งทำแฟ้มเอกสารตามตัวบ่งชี้มากมายของการประเมินที่ สมศ.กำหนดขึ้นและเพื่อส่งให้ ก.ค.ศ.ประเมินปรับระดับครูให้สูงขึ้นจนไม่มีเวลาสอนเด็ก เด็กยุคใหม่จึงต้องเข้าห้องสมุดแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง
          การเน้นกิจกรรม และการไม่มีเวลาสอนอย่างเต็มที่กระมัง ที่ทำให้ครูเปิดสอนพิเศษในวันเสาร์และอาทิตย์ ถือเป็นนโยบายของโรงเรียนเลยทีเดียว ในอดีต การสอนพิเศษของครูมักทำเป็นวิทยาทานช่วยเด็กที่เรียนไม่ทันในห้องเรียน การที่ครูปรับการสอนให้เด็กที่เรียนอ่อนสามารถเข้าใจบทเรียนได้
          ผู้เขียนเห็นว่านี่คือ การสอนแนว Childcentered อย่างแท้จริง
          ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ศธ.มีนโยบายอบรมครูให้รู้จักปรับการสอนตามความสามารถของผู้เรียนระดับต่างๆ หรือไม่ เพราะแม้แต่การสอนที่ ศธ.เห็นว่าสนุกและมีประสิทธิภาพศธ.ยังต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ จากอาจารย์กวดวิชาทั้งหลายมาเป็นแบบอย่างให้ครู ทั้งๆที่เทคนิคการสอนต่างๆ ควรได้จากการอบรมครูของ ศธ.เอง
          การสอนภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษในโรงเรียนทุกแห่งเวลานี้ศธ.ก็ส่งเสริมให้นำครูเจ้าของภาษามาร่วมสอนด้วย โรงเรียนในสังกัด สพฐ.มากมายได้คัดสรรครูสอนภาษาที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ครูต่างชาติสอนอะไร ร่วมมือกับครูไทยอย่างไรที่จะปรับการสอนให้ส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลแก่นักเรียนมากที่สุด ผู้เขียนเห็นว่า ปัจจุบันมีแต่โรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนเอกชนบางแห่งเท่านั้นที่จะรับครูเจ้าของภาษาก็ต่อเมื่อมีวุฒิบัตรการสอนภาษาเท่านั้น
          3.คุณสมบัติของครูผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นสุดท้ายที่สำคัญที่สุด นับเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ ศธ.ได้ออกกฎว่าบัณฑิตทุกสาขานอกจากครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ และวิทยาลัยครู จะเป็นครูได้ก็ต้องผ่านการเรียนวิชาจิตวิทยามาบ้าง และปัจจุบัน ศธ.ได้สร้างมาตรฐานครูผ่านทางประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูที่กำหนดให้บัณฑิตสาขาอื่นต้องเรียนเป็นเวลา 1 ปีการกำหนดเช่นนี้จึงทำให้เกิดเรื่อง ป.บัณฑิตอันอื้อฉาวอยู่ในเวลานี้ เป็นช่องทางทุจริตของมหาวิทยาลัยบางแห่ง และของบุคลากรของศธ.เอง
          ผู้เขียนเองเห็นว่า จิตวิทยาการสอนก็ดีเทคนิคและวิชาการต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการสอนก็ดี ศธ.สามารถอบรมครูได้ในช่วงปิดภาคเรียนการฝึกสอนนั้นคงไม่จำเป็นเพราะครูเองก็สอนเป็นประจำอยู่แล้ว
          อกจากตำราเรียนที่ดีและการบริหารนจัดการที่ดีแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าหัวใจของการศึกษา คือบุคลากรที่ดี
          คุณสมบัติแรกของครู คือ มีความรู้ที่หนักแน่นและแม่นยำในวิชาการ รองลงมาคือ จิตวิญญาณของความเป็นครูที่รักและหวังดีต่อศิษย์ ต้องการถ่ายทอดวิชาการที่ครูมี เพื่อให้ศิษย์มีความรู้และเจริญก้าวหน้าต่อไป
          คุณสมบัติสุดท้ายคือ มีเทคนิคการถ่ายทอดที่ดีมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อนี้ ศธ.สามารถอบรมชี้แนะได้ ศธ.เองก็คงตระหนักถึงความสำคัญของครู จึงมีนโยบายจะสร้างครูพันธุ์ใหม่ขึ้น ซึ่งจะต้องผ่านการเคี่ยวกรำถึง 5 ปี
          ผู้เขียนหวังว่า ครูพันธุ์ใหม่จะมีทั้งความรู้และคุณธรรม เป็นครูที่ดีตามที่ ศธ.มุ่งหวัง
          ผู้เขียนหวังว่า ครูพันธุ์ใหม่จะมีทั้งความรู้และคุณธรรม เป็นครูที่ดีตามที่ ศธ.มุ่งหวังสำหรับครูพันธุ์เก่านั้น ศธ.ก็ไม่ควรลุกขึ้นเอะอะจะกำหนดคะแนนสอบได้ของวิชาหลักในการสอบ O-NET และคาดโทษทั้งโรงเรียนและครู หากทำให้เด็กสอบตกตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป
          ขณะนี้ผู้เขียนเห็นว่า มีหน่วยงานการศึกษาเดียวของ ศธ.ที่ได้แสดงวิสัยทัศน์และความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุง พัฒนา ยกระดับการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเศรษฐกิจในอีกไม่กี่ปีนี้
          นั่นคือ คณะกรรมการการอาชีวศึกษานโยบายการสร้างคนพันธุ์อา ที่ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตลอดมาในช่วงหลายปีมานี้ที่เน้นการแสดงความสามารถระดับนานาชาติเน้นการฝึกปฏิบัติ ส่งเสริมให้นักศึกษาหารายได้ระหว่างเรียน ประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้มากขึ้น
          สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นที่น่าชื่นชม ในขณะที่การทำงานของหน่วยงานอื่นๆ ของ ศธ.ดูยังคลำทางไม่พบ เพราะติดกับอยู่ในวังวนของข้อกำหนดต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเอง และยังไม่มีวี่แววว่าจะหาทางออกได้

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 17 มิ.ย. 54   อ่าน 10550 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
หัวโขนจำลองจิ๋ว
26 ก.ย. 55 | อ่าน 1421 ครั้ง
สอศ.ลอกบอสตันโมเดล
09 มิ.ย. 54 | อ่าน 85381 ครั้ง
54 มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่เร่งปรับยุทธศาสตร์
04 ก.ค. 59 | อ่าน 365 ครั้ง
สพฐ. เผย ยังมีอีกหลาย ร.ร. ในพื้นที่ จว.รอบนอก เปิดเทอมไม่ทันกำหนด 6 ธ.ค.
30 พ.ย. 54 | อ่าน 62047 ครั้ง
จี้รัฐวางแผนพัฒนาผลิตครูใหม่สาขาที่ขาด
19 เม.ย. 56 | อ่าน 652 ครั้ง
สกอ.ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ
21 มี.ค. 54 | อ่าน 18724 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.