Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ปฏิรูปการศึกษาแล้ว...ผู้เรียนได้อะไร?




      

ปฏิรูปการศึกษาแล้ว...ผู้เรียนได้อะไร?

          ทิวา อัมพเศวต คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
          เป็นที่ทราบกันว่า ผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ตประจำปีการศึกษา 2553 นักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด โดยคะแนนเฉลี่ยในวิชาหลักได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนยังคงทำคะแนนได้ไม่ถึงร้อยละ 50 เหมือนเดิม และบางวิชากลับเลวร้ายลงกว่าเดิมด้วย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ที่มีคะแนนต่ำมาก เฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 20 (ที่มา : สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)
          คำถามที่ตามมา คงไม่ได้อยู่แค่ว่าเพราะเหตุใดผลการสอบของนักเรียนไทยจึงออกมาเป็นเช่นนี้ แต่คงต้องถามต่อไปอีกว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น?
          หากเรามองย้อนไปเมื่อ 10 ปีในอดีตเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก เราจะพบว่าข้อสรุปของการศึกษาไทย มีความคิดเห็นตรงกันคือ การปฏิรูปล้มเหลวจนออกอาการน่าเป็นห่วง
          มองต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้า เรื่องเดิมคือเรื่องของการปฏิรูปการศึกษารอบสอง ซึ่งในครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนในงานสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่าไม่มีเวลาที่สูญเสียไปกับความผิดพลาดในอดีตอีกแล้ว ฟังแล้วทำให้นักการศึกษาตลอดจนผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาต่างยิ้มในใจและเริ่มมองเห็นแสงสว่างบนเส้นทางนี้มากยิ่งขึ้น
          อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมีความเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษารอบสองนี้ ควรใช้การปฏิรูปการศึกษารอบแรกเป็น บทเรียนและมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น ต้องมุ่งเน้นไปที่ครูและบทบาทของครู เพราะที่ผ่านมา เราไม่เคยมีการพัฒนาครูมากเท่ากับการเพิ่มภาระงานให้กับครู ในแง่ของการประเมิน จนครูแทบไม่มีเวลาไปพัฒนาตนเอง
          ครูยุคใหม่ต้องมีบทบาทในการเป็นผู้ชี้แนะการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน ครูต้องมีความรู้รอบตัวที่รองรับการเปลี่ยนเปลี่ยนของโลก ควรสอนหรือยกตัวอย่างประกอบให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันได้
          นอกจากนี้ ควรต้องทำเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management :KM) ให้มากขึ้น สร้างการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน หลักสูตรต้องกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่างเนื้อหาวิชาการกับการฝึกทักษะ ผ่านกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เช่น 70:30 อีกทั้งการสอนควรต้องเป็นปฏิบัติเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ เช่นทักษะด้านภาษา คอมพิวเตอร์ การใช้ชีวิตการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ



โพสเมื่อ : 30 พ.ค. 54   อ่าน 25352 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
แนวทางการสรรหาและบริหารอัตรากำลังพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว สังกัด สพฐ. พ.ศ.2560
25 ก.ค. 60 | อ่าน 734 ครั้ง
คุรุสภาฉุน ก.ค.ศ. แก้กฎรวบอำนาจ
29 ก.ย. 53 | อ่าน 13443 ครั้ง
ศธ.ชงแก้กม.ดึงเงินเข้ากองทุนเทคโนโลยี
02 ก.ย. 56 | อ่าน 359 ครั้ง
ตื๊อกยศ.ได้งบกลางลั่นเจรจาคลังอีกรอบ/ผู้กู้รายใหม่ปีนี้ยังมีหวัง
16 พ.ค. 57 | อ่าน 352 ครั้ง
นายกฯ สั่ง ศธ.จับมือสภาพัฒน์ แก้ปัญหาจัดอันดับไทยตกต่ำ
18 ก.ย. 56 | อ่าน 479 ครั้ง
"การุณ" หนุนจบสายวิทย์สอบครูได้
16 มี.ค. 59 | อ่าน 311 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.