Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ผลกระทบ-ม.44ปฏิรูปการศึกษา



เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงการครูต่อการใช้มาตรา 44 ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารในภูมิภาค โดยคสช.ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค มีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีอำนาจกำหนดทิศทาง วางแผนการบริหารงานบุคคล จัดสรรงบประมาณ แต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ปฏิบัติงานให้ยุบคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา(กพท.) และ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)โดยโอนอำนาจหน้าที่ไปให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน

 

คำสั่งดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง มีความเห็นจากนักวิชาการ

 


สมพงษ์ จิตระดับ
คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

เป้าหมายคำสั่งชัดเลย คือแนวคิดเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาค โดยการเปลี่ยนผู้จัดการศึกษาและผู้เล่นรูปแบบใหม่

 

รูปแบบเดิมกระจายอำนาจโดยใช้ผู้แทนครูและกลุ่มผู้บริหารค่อนข้างมาก ซึ่งมีข้อดีที่ทำให้รายได้ของครู เพิ่มมากขึ้น แต่จุดอ่อนคือคุณภาพการศึกษาและ ผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาของเด็กต่ำมาก

 

เพราะครูใช้เวลาทำวิทยฐานะที่เป็นงานด้านเอกสารมากไป บางพื้นที่ยังบริหารกันแบบไม่โปร่งใสในเรื่องการโยกย้าย ซื้อขายตำแหน่ง ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมามากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังบริหารงานได้ดี

 

และการที่อำนาจโยกย้ายครูอยู่ที่อ.ก.ค.ศ. ทำให้เกิดปัญหาครูขาดแคลน หรือครูล้นตามมา

 

การเปลี่ยนรูปแบบใหม่มาเป็นกศจ. โดยมีผู้แทน จาก 3 กลุ่ม จะทำให้งานที่เน้นเรื่องบุคคลกลับมาที่ เรื่องวิชาการ เรื่องหลักสูตร

 

แต่แม้คำสั่งใหม่จะเปลี่ยนบอร์ดโดยมีบุคคลหลากหลายมากขึ้น ให้ระดับจังหวัดจัดการตนเอง แต่ยังมี เรื่องที่ต้องระวัง 3 เรื่อง

 

เรื่องแรกการให้อำนาจผู้ว่าฯเป็นประธานกศจ. ต้องศึกษาเรื่องในอดีต ที่เคยมีผู้ว่าฯใช้ครูประชาบาลไปช่วยเสิร์ฟน้ำ ต้อนรับแขก อย่าให้เกิดขึ้นอีก

 

เรื่องที่สองการที่คณะกรรมการกศจ.ที่มี 22 คน มีตัวแทนจากภาคประชาชนและภาคเอกชนแค่ 6 คน น้อยเกินไป

 

เรื่องที่สามยังไม่เห็นถึงแนวเชื่อมโยงโรงเรียน สถานศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียน มากนัก เห็นแต่รูปการจัดการระดับภูมิภาคเท่านั้น

 

ควรให้ความสำคัญเรื่องบริหารจัดการด้านวิชาการ ให้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับครู เพื่อทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น

 

คำสั่งดังกล่าวจะเกิดเแรงต้านแน่นอน รัฐบาลต้องฟังสิ่งที่เขาเเสดงความเห็นว่าระบบใหม่มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และต้องนำมาประมวลเพื่อปรับปรุงกฎหมายใหม่ให้ดียิ่งขึ้น อย่าใช้อำนาจเด็ดขาด ต้องพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิชาการ ความรู้

 

ส่วนการโยกย้ายที่จะเกิดจากคำสั่งนี้ถ้าได้รัฐมนตรีและผู้บริหารที่ยุติธรรมก็จะทำให้การดำเนินงานโปร่งใส แต่หากได้รัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองเชื่อว่าจะอันตราย อาจเกิดปัญหาวิ่งเต้นโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เหมาะสม เพราะอำนาจรัฐมนตรีนั้นมีล้นเหลือ เนื่องจากอำนาจถูกรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง

 

ดังนั้น สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการคือการกระจายอำนาจทางการศึกษา ให้หลายภาคส่วนได้มีส่วนร่วมและ ความรับผิดชอบร่วมกัน

 

 


อรรถพล อนันตวรสกุล
คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

เป้าหมายการออกคำสั่งเพื่อต้องการจะทำให้เกิดการทำงาน บูรณาการระดับจังหวัด แต่กลับเป็นการดึงอำนาจจากกระทรวงที่ ไม่เคยอยู่ในเขตพื้นที่ มาอยู่ที่โครงสร้างจังหวัด ซึ่งก็จะมีส่วน งานอื่นๆ และเป็นส่วนของราชการเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก

 

แรงต้านจากการยุบอ.ก.ค.ศ. และบุคลากรเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศนั้นจะมีอย่างชัดเจน เพราะเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตัวครู เพราะเดิมการแต่งตั้งโยกย้าย การสอบบรรจุจะอยู่ที่เขตพื้นที่ มีอนุกรรมการการศึกษาของพื้นที่เป็นผู้ดูแล

 

ที่จริงเขตพื้นที่ที่บริหารจัดการได้ดีก็มี ที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสก็มี ทำให้คสช.ต้องการจะเข้าบัญชาการในส่วนนี้ จึงดึงอำนาจจากอ.ก.ค.ศ. กลับมาอยู่ที่จังหวัด แต่ ก็ส่งผลกระทบต่อตัวครูและผู้บริหารทั้งหมดจนเกิดแรงต้าน ซึ่งรัฐบาลควรรีบชี้แจง

 

ส่วนประเด็นรมว.ศึกษาธิการ มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นดาบสองคม เพราะอยู่ในช่วงเวลาการขับเคลื่อนปฏิรูประยะสั้น จึงนำมาใช้เพื่อกันกลไกที่อาจจะเกิดการทุจริตขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ แต่ถ้าอำนาจอยู่ในมือของผู้มีตำแหน่ง หากผู้มีตำแหน่งเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งจากนักการเมือง เข้ามาดำรงเป็นรัฐมนตรี หรือผอ.เขต ก็ยังส่งผลให้ได้รับผลประโยชน์อยู่ดี

 

กลไกดังกล่าวจึงเหมาะจะใช้ในระยะเวลาอันสั้นในการปฏิรูป ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะขับเคลื่อนบางเรื่องที่เป็นการเร่งด่วน แต่ในระยะยาวถือเป็นเรื่องไม่เหมาะ ถ้าปล่อยให้มาตรการเหล่านี้ยืดเยื้อจะไม่ดีต่อระบบ เพราะเป็นการดึงอำนาจมาให้คนจำนวนหนึ่งตัดสินใจและจะกระทบคนส่วนใหญ่

 

เดิมเขตพื้นที่เป็นตัวหลักในการดำเนินงาน ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาภาค(ศธภ.)เป็นหน่วยสนับสนุนนโยบาย กลายเป็นอำนาจ 2 ฝ่าย จากผอ.เขตพื้นที่มาอยู่ที่ ศธจ. และคอยประสานงานหรือเป็นเลขานุการ ศธจ. ภาพที่เห็นจะเป็นเรื่องแฝงโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ค่อนข้างมาก

 

ระบบดังกล่าวทำให้สายบังคับบัญชากินเวลาหลายวันมากขึ้น ทั้งที่ต้องการร่นระยะเวลาของการบังคับบัญชางานจากรมว.ศธ. ลงถึงจังหวัด และจากนี้ศึกษาธิการภาค และศธจ. จะมีบทบาทหน้าที่มากขึ้น

 

เบื้องต้นคำสั่งนี้ยังไม่กระทบกับมหาวิทยาลัยและโรงเรียน แต่กระทบกับตัวบุคลากร เพราะจะเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคง และบุคลากรก็ยังไม่ทราบว่าต้องดำเนินการอย่างไร และยังไม่กระทบกับเด็กโดยตรง

 

แต่หลังจากนี้จะเริ่มมีผลชัดขึ้น ทั้งจากการจะใช้นโยบายเหล่านี้ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐ ในเรื่องนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ หรือนโยบายการสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและโรงเรียน อาชีวศึกษา

 

หลังจากนี้ต้องดูการลงมือภาคปฏิบัติ และติดตามว่าครู ผู้บริหารการศึกษาจะเข้าใจสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการแค่ไหน พร้อมดูว่าสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการมองรอบด้านแล้วหรือยัง

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าการดำเนินงานคงไม่ถึงขนาดเป็นไปคนละทิศละทาง เพราะจากการที่ต้องการรวมอำนาจเพื่อนำไปสู่ทิศทางเดียวกัน

 

 


สุรวาท ทองบุ
คณบดีคณะครุศาสตร์ ม.ราชภัฏมหาสารคาม
ปธ.สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ฯ

 

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องยุบกพท. และอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาไว้ 4 ประเด็น

1.มีปัญหาการบูรณาการระดับเขตพื้นที่

2.ช่วงการบังคับบัญชากว้างไป

3.เพื่อความเป็นเอกภาพการจัดการศึกษา และ

4.เพื่อความคล่องตัวการบริหารงานบุคคล ไล่ตั้งแต่การเกลี่ยครู การบรรจุครูใหม่ การคัดเลือก ผู้อำนวยการ จนถึงการดำเนินการทางวินัย

 

ในฐานะที่อยู่ในวงการศึกษาจึงอยากเห็นภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง 4 เรื่อง

1.ครูมีเวลาอย่างเพียงพอในการศึกษา ค้นคว้า เตรียมออกแบบ การเรียนการสอน และสอนเต็มเวลา เต็มความสามารถ เต็มหลักสูตร

 

2.โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จังหวัด และภาค มีอำนาจบริหารจัดการ เป็นผู้รับผิดและรับชอบต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนของสพท. ของศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และของศึกษาธิการภาค(ศธภ.)

 

3.สามารถวัดและส่งเสริมผู้เรียนได้ทุกด้าน ไม่ใช่วัดเพียงแค่การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ขวัญกำลังใจของครู ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

 

และ 4.สามารถทำให้ปัญหาในการจัดการศึกษาต่างๆ รวมถึงปัญหาในด้านอื่นของจังหวัดลดลง

 

เงื่อนไขความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องกระจายอำนาจให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) และโรงเรียนอย่างแท้จริง แบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างฝ่ายกำกับติดตาม (Regulator) และฝ่ายปฏิบัติการ (Operator) อย่างชัดเจน

 

ที่สำคัญต้องไม่เพิ่มขั้นตอนการดำเนินงาน เรื่องทุกเรื่องควรจบที่โรงเรียน สพท. หรืออย่างมากที่สุดแค่ศธจ. นอกจากนี้ต้องใช้ระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งผู้บริหารศธจ. ศธภ. และการได้มาของคณะกรรมการในกศจ. และอกศจ. เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความสามารถ คุณธรรม วิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และเป็นมืออาชีพ

 

ส่วนหน่วยงานกลางในการบริหารงานบุคคลต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ วิธี การบริหารงาน โดยเฉพาะคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะต้องแก้ไข ปรับเปลี่ยนกฎ ก.ค.ศ. หลักเกณฑ์ และวิธีการต่างๆ ที่ ยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลใน ทุกเรื่อง

 

กศจ.ต้องไม่ใช่ตรายาง หุ่นเชิด หรือไปรษณีย์ ขณะที่อกศจ.ต้องไม่เดินตามรอย อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ ส่วนก.ค.ศ.ต้องมีวิธีคิด วิธีทำงานที่เปลี่ยนไป และออกกติกาใหม่

 

อยากเห็นทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ตรวจสอบ ติดตาม รวมถึงให้ข้อเสนอแนะหากมีข้อกังวลใดๆ เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไข ยกเลิก หรือนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมในพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงต่อไป 

 

ที่มาข่าวสดออนไลน์ วันที่ 25 มีนาคม 2559


โพสเมื่อ : 29 มี.ค. 59   อ่าน 383 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ปรับเพิ่ม "วิจัย-นวัตกรรม" สู่กฎหมายอุดมศึกษา
25 ส.ค. 60 | อ่าน 308 ครั้ง
รมว.ศึกษาธิการเผย 6 จังหวัดร้องฝากเด็กเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด
29 มี.ค. 54 | อ่าน 49754 ครั้ง
เงินเดือนใหม่ครูเพิ่ม8%
22 ก.ย. 53 | อ่าน 17244 ครั้ง
สกอ.ไม่ห้าม’น.ศ.เอดส์’เรียนพยาบาล
29 ส.ค. 55 | อ่าน 747 ครั้ง
ค้านกฎหมายบริหารงานบุคคลฉบับ สกอ.
29 ก.ย. 59 | อ่าน 383 ครั้ง
สพฐ. จัดสรรงบประมาณ ปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน 2560
16 ส.ค. 60 | อ่าน 475 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.