Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สั่ง ’อดีตครูผู้ช่วย’ รับราชการเกมยื้อสางปมทุจริต...?!?




      

คอลัมน์: การศึกษา: สั่ง 'อดีตครูผู้ช่วย' รับราชการเกมยื้อสางปมทุจริต...?!?
          หลังจากเรื่องเงียบหายไปพักหนึ่งกับกรณีปัญหาการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 ที่ยืดเยื้อคาราคาซังมาตั้งแต่ช่วงต้นปี
          ล่าสุดได้กลายเป็นประเด็นฮอตอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ได้หยิบยกเรื่องการทุจริตสอบครูผู้ช่วยเข้าไปพิจารณา
          และได้มีมติให้อดีตครูผู้ช่วยตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 344 รายที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ยังไม่มีการสอบสวนและไม่ได้รับโอกาสชี้แจง ให้กลับเข้ารับราชการเพื่อมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและได้รับโอกาสชี้แจง
          โดยการให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้ กลับเข้ามารับราชการทำให้เกิดคำถามตามมาว่า จะเป็นการเปิดโอกาสหรือช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้พ้นผิดหรือไม่
          เพราะจากข้อมูลของดีเอสไอ และผลการวิเคราะห์คะแนน ของ ดร.ชอบ ลีชอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบของผู้เข้าสอบคัดเลือกประจำคณะกรรมการประจำศูนย์ให้คำปรึกษา และติดตามผลการคัดเลือกครูผู้ช่วย ก็ระบุชัดถึงความผิดปกติของคะแนน
          เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้ที่ประชุม ก.ค.ศ. มีมติออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหวั่นปัญหาการฟ้องร้องตามมาที่อาจจะสร้างความยุ่งยากมากกว่า
          ซึ่ง นายจาตุรนต์ เองได้ยอมรับว่า กรณีกลุ่มอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการ โดยไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือว่ายังไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มาชี้แจง คำสั่งที่ให้ออกจากราชการ จะไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะหากมีการฟ้องร้องขึ้นมา ในที่สุดก็ต้องแพ้คดีและส่งผลให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่มีการสอบสวนหรือได้รับโอกาสชี้แจงเหล่านี้ กลับเข้ามารับราชการได้อยู่ดี
          โดยนักกฎหมายสูงสุดของประเทศที่อยู่ใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ความเห็นว่าการทบทวนให้กลับเข้ามารับราชการเพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ และให้โอกาสชี้แจง เป็นวิธีการที่จะรักษาประโยชน์ของทางราชการได้มากกว่า และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดแล้ว เพราะผู้บริสุทธิ์เอง ก็จะได้มีโอกาสชี้แจง แต่หากไม่บริสุทธิ์ ก็จะต้องถูกลงโทษไปตามระเบียบ
          ขณะที่กรรมการใน ก.ค.ศ. หลายคนก็มีความเห็นสอดรับกัน
          อย่าง นายสมเกียรติ  บุญรอด ในฐานะ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เห็นว่าเมื่อกลุ่มอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบฯ หรือเรียกมาชี้แจง ได้อุทธรณ์มา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ ก็ต้องสั่งกลับไปรับราชการและให้ดำเนินการให้ถูกต้อง
          คือ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและหากพบว่าผิดก็ให้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการโดยผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีอำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
          ส่วน นายสานิตย์ พลศรี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 1 มองว่าเคยเสนอไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าควรจะมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการ ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่จะให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้กลับมารับราชการ
          ฟาก นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ในฐานะที่รับผิดชอบและเปิดประเด็นทุจริตครูผู้ช่วยมาตั้งแต่แรก เห็นว่าการให้กลุ่มอดีตครูผู้ช่วยกลับเข้ามารับราชการนั้น คงจะวุ่นวายเพราะเข้าๆ ออกๆ
          แต่ทางนักกฎหมายมองว่าการดำเนินการเรื่องนี้ต้องทำให้สมบูรณ์เพื่อป้องกันการฟ้องร้องถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ ก.ค.ศ. ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็ได้
          ทั้งนี้ ประเด็นการสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้ มีข้อถกเถียงกันมา ก่อนนี้สมัย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยในขณะนั้น ก.ค.ศ. เองได้ยืนยันว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีอำนาจตามมาตรา 53 สามารถสั่งให้ออกจากราชการได้เลย เพราะมีหลักฐานที่ชัดแจ้งจากดีเอสไอแล้ว จนทำให้หลายเขตพื้นที่การศึกษาได้มีการสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการเลย
          ในขณะที่มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ได้ระบุไว้ว่า หากภายหลังปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยขาดคุณสมบัติภายหลัง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน
          สอดรับกับความเห็นของ นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่ระบุว่าในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ไม่ได้ระบุขั้นตอนชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ไปอ้างกฎหมายคนละส่วนกัน และโดยหลักกฎหมายแล้วทำผิดก็ต้องผิดเพราะได้กระทำความผิดไปแล้ว และมีการชี้มูลความผิดชัดเจน เว้นแต่จะมีการดึงเรื่อง
          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องนี้ นายจาตุรนต์ และที่ประชุม ก.ค.ศ. จะมองว่าการมีมติให้อดีตครูผู้ช่วยกลับเข้าไปรับราชการจะเป็นผลดีมากกว่า
          แต่สิ่งที่น่าห่วงและอาจเป็นปัญหาวุ่นวายตามมา คือ กรณีที่ครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่ได้รับโอกาสชี้แจง อาจจะไม่ไปชี้แจงและจะอาศัยช่องทางนี้ในการฟ้องศาลปกครองและจะมีโอกาสชนะคดีสูง แม้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะออกมาแสดงความเห็นในประเด็นนี้ในทำนองไม่น่าเป็นห่วงอะไร
          และที่สำคัญ มติ ก.ค.ศ. ที่ออกมา คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ว่าทำให้การแก้ปัญหาการทุจริตครูผู้ช่วยยิ่งยืดเยื้อไปอีก ในขณะที่กลุ่มครูผู้ช่วยอีกจำนวนมากที่มีคะแนนสูงผิดปกติก็ยังทำหน้าที่สอนตามปกติ
          ส่วนการสอบสวนผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เกี่ยวข้องแม้ผลสอบจะออกมาชัดเจนว่ามีใครผิดบ้าง แต่กระบวนการก็ยังไม่สิ้นสุด
          ดังนั้น จากนี้ไปคงต้องติดตามว่า ศธ. จะปิดฉากเรื่องนี้ให้สวยงาม หรือสวนทางกับหลักฐานและข้อเท็จจริงหรือไม่...??

          --มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 - 12 ก.ย. 2556--


โพสเมื่อ : 06 ก.ย. 56   อ่าน 628 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
’พงศ์เทพ’หนุนคุมจริยธรรมครู ก.ค.ศ.เล็งคลอดข้อห้ามขายสินค้า
23 ม.ค. 56 | อ่าน 640 ครั้ง
ศธ.เร่งช่วยเหลือ น.ศ.ไทยในซูดาน
19 พ.ค. 57 | อ่าน 266 ครั้ง
โรดแม็ป ปฏิรูปการศึกษา
22 ส.ค. 57 | อ่าน 546 ครั้ง
ลดแยกครูออกจาก นร.
09 ม.ค. 60 | อ่าน 371 ครั้ง
ทำความเข้าใจ กรณี ไม่มีใบอนุญาตฯ ก็สมัครสอบบรรจุครูได้
18 พ.ย. 57 | อ่าน 519 ครั้ง
"หมอธีระเกียรติ"จี้มหาลัยเน้น "วิจัย-คิดนอกกรอบ" ชู ม.อินเดียต้นแบบผลิตผู้นำ
22 มิ.ย. 59 | อ่าน 237 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.