Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


“หลักสูตรอาชีพ”ตอบโจทย์เด็กดร็อปเอาท์



หนึ่งในปัญหาใหญ่ร่วมกันของแวดวงการศึกษาไทย คือ ปัญหาเด็กดร็อปเอาท์ ที่สุดท้ายเด็กเยาวชนไทยจะถูกผลักเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างไม่ได้ตั้งตัว ขาดทักษะที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เมื่อมองย้อนกลับสู่ระบบการศึกษา จากเดิมเคยตั้งธงมุ่งสู่การสร้างเด็กเยาวชนให้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จึงต้องเริ่มมองหา “โจทย์การศึกษาแนวใหม่” ที่สอดคล้องตรงตามความของผู้เรียนในท้องถิ่น
“การเรียนรู้ สู่การมีงานทำ” เพื่อสร้างทักษะชีวิตสู่โลกของงาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ร่วมที่เร่งด่วนของการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้หยิบกรณีศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เชียงใหม่ เขต 2 ที่สะท้อนภาพการปรับกระบวนทัศน์ของระบบการทำงานครั้งใหญ่ของเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีการรับไม้ต่อเพื่อประสานความต้องการและวิธีการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบร่วมกับ “ภาควิชาการ-ภาคธุรกิจ-ภาคประชาสังคม” โดยมีโจทย์หลักเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนในระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับบริบทความต้องการของโรงเรียน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อมุ่งลดอัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเร่งด่วน
นายสินอาจ ลำพูนพงศ์ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2 กล่าวว่า หลังจากได้ปมปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษาแล้ว ก็นำสู่กระบวนการในการค้นหาวิธีการและรูปแบบในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ความพร้อมของนักเรียนและโรงเรียนในสพป.เชียงใหม่ เขต 2 พบว่ายากแก่การแข่งขันที่จะมุ่งระดับอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้เด็กมี ‘อาวุธ’ ติดตัวไปประกอบอาชีพ และสามารถดำรงอยู่ในพื้นที่ของตัวเองได้จริง
ตลอดระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาของการระดมโรงเรียนที่มีปัญหาเดียวกันในพื้นที่ จัดตั้งเกิดเป็น “ชมรมการศึกษาวิชาชีพ” เมื่อปลายปี 2555 มีบทบาทในการเป็นตัวกลางประสานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาชีพที่ดีในชุมชน โดยมีการจัดประชุมเพื่อคัดเลือกโรงเรียนที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมในการค้นหาสินค้าผลิตภัณฑ์ และบริการก่อน โดยรุ่นแรกได้โรงเรียนที่ “ทำจริง” ร่วมอุดมการณ์ 30 โรงเรียน โดยมี 9 โรงเรียนนำร่องในระยะที่ 1 ซึ่ง ปัจจุบันมีหลักสูตรที่บรรจุอยู่ในหน่วยการเรียนรู้ มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า เช่น เกษตรอินทรีย์ สวนพฤษศาสตร์สู่การจดลิขสิทธิ์งานวิจัยพันธุ์พืช 2.กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ไอศกรีมมะม่วง ไอศกรีมเต้าหู้ ทองม้วนถั่วเหลือง ชาใบหม่อน  3.กลุ่มงานหัตถกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดจากหนัง งานแกะสลัก งานประดิษฐ์ดินญี่ปุ่นของตกแต่งธรรมชาติ  และ 4.กลุ่มงานบริการ เช่น การนวด การโรงแรม การจัดการและบริหารธุรกิจ
“ สพป.เชียงใหม่เขต 2 ได้เปิดสำนักงานเขตพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางในการรับจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบสหกรณ์การค้า เพื่อสร้างให้เกิดระบบหมุนเวียนครบวงจรอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจการทำงานจริง ต้นทุนจริง กำไรจริง และขาดทุนจริง โดยได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจหลายแห่งที่นำสินค้าผลิตภัณฑ์ของนักเรียนไปจัดวางขายตามจุดพักรถ และตามร้านของฝากทั่วไป “ นายสินอาจ กล่าว
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค.มองว่า ประเด็นสำคัญของการจัดการเรียนรู้สู่การมีงานทำนั้น จะต้องมีความแตกต่างกันในเรื่องรูปแบบ และวิธีการในแต่ละช่วงชั้น เช่น ในระดับประถม ควรให้เด็ก “สู้งาน-ไม่หยิบโหย่ง” ขณะระดับม.ต้น และม.ปลาย ต้องเริ่มสอนเด็กให้สำรวจโลกของอาชีพ เพื่อให้เริ่มมีทางเลือกในชีวิต นอกเหนือจากการผลักสู่การเรียนระดับอุมศึกษาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเชื่อมต่อการฝึกงานกับภาควิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เด็กทั้งม.ต้น และม.ปลาย สามารถเรียนจบไปแล้วทำงานได้จริง เช่นเดียวกับเด็กหลุดออกนอกระบบก็ต้องมีเส้นทางที่จะให้เด็กเหล่านั้นสามารถกลับมาพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเตรียมพร้อมตัวเอง ไม่ให้กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ฉะนั้น “ระบบ” ที่ว่านี้ จึงต้องมีการเชื่อมโยงท้องถิ่น ชุมชน ทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างเส้นทางให้เด็กและเยาวชนไทยทั้งในระบบ และนอกระบบมีทางเดินต่อไปได้ตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ
และในครั้งนี้ สสค.จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และสพป.เชียงใหม่เขต 2 จัดเวทีสัญจรในพื้นที่ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.นี้ ณ สพป.เชียงใหม่เขต 2 โดยวงเสวนาวันแรกจะเป็นการพบกันระหว่าง “ภาคธุรกิจเชียงใหม่และผู้ประกอบการท้องถิ่น” กับโรงเรียนที่มาพร้อมสินค้าผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อให้ผู้รู้จากฟากนายทุนนักธุรกิจได้แนะนำทิศทางการสร้างทักษะและอาชีพในโลกของงาน เป็นการส่งไม้ต่อจากภาคการศึกษาสู่ภาคธุรกิจให้สุดทาง เช่น ผู้ประกอบการจากบริษัท ชาระมิงค์ จำกัด และบริษัทเชียงใหม่ “วนัสนันท์” ร้านของฝากชื่อดัง เป็นต้น
ส่วนเวทีเสวนาเครือข่ายผู้นำการเรียนรู้สู่การมีงานทำในวันที่ 6 ก.ย.จะเป็นการพบกันของเครือข่ายผู้อำนวยการที่ปฏิบัติงานจริง ทำจริงในพื้นที่จากทั่วประเทศ อาทิ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พะเยา เชียงราย น่าน ศรีสะเกษ และพังงา มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษาสู่การมีงานทำ โดยมีดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธานร่วมลงพื้นที่สัญจร โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุชมชน ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ระหว่างเวลา 09.30-13.00 น.ซึ่งสามารถรับฟังการถ่ายทดกันได้ทางอินเทอร์เน็ตที่ www.qlf.or.th

กนกวรรณ กลินณศักดิ์

ที่มา http://www.dailynews.co.th/education/229356


โพสเมื่อ : 29 ส.ค. 56   อ่าน 448 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
มหาวิทยาลัยชี้ขาดเปิด-ปิดเทอมกันเอง
22 ส.ค. 60 | อ่าน 314 ครั้ง
จี้เลิกยืมชื่ออาจารย์ดังดึงนักศึกษาเรียน
18 เม.ย. 56 | อ่าน 670 ครั้ง
ถกเถียงปรับหลักสูตรครู 4 ปี หรือ 5 ปี ยังไม่ลงตัว ส่อ ผลิต 2 ระบบ
15 ก.ค. 60 | อ่าน 328 ครั้ง
สภาการศึกษาพร้อมขับเคลื่อน"การมีส่วนร่วมยกระดับการศึกษาไทยในโลกศตวรรษที่ 21"
26 ธ.ค. 56 | อ่าน 635 ครั้ง
ครม.ไฟเขียว’โรจนะ’นั่งรองเลขาฯอาชีวะ
15 พ.ค. 56 | อ่าน 549 ครั้ง
ปลื้ม วชช.เป็นที่ต้องการของชาวบ้าน
07 ก.ย. 53 | อ่าน 13027 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.