Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ปฏิรูปหลักสูตรหวังเด็กคิดเป็น ไม่เกียจคร้าน-มีทักษะทำงานดี



          นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดทำหลักสูตรใหม่ว่าที่ประชุมได้นำข้อมูลจากการวิจัยสำรวจและค้นพบคุณลักษณะของเด็กไทย 3 ประการในปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงและต้องแก้ไข และจัดหลักสูตรการศึกษาให้เปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของเด็กไทยให้ดีขึ้น คือ 1.การที่เด็กไทยยอมรับการคอร์รัปชัน 2.การสำรวจพบว่าเด็กไทย 12% เท่านั้นที่คิดเป็นคิดได้และกล้าแสดงความคิดเห็น และ 63% เป็นกลุ่มเด็กที่คิดได้แต่เงียบ ไม่แสดงออก สุดท้ายก็คล้อยตามผู้อื่น และที่เหลืออีก 25% เป็นเด็กที่คิดไม่ได้ แสดงออกก็ไม่ได้ ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยไม่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่มีวิธีคิด ดังนั้น การจัดการสอนต้องปรับจากเดิมที่ครูเขียนข้อมูลบนกระดานแล้วให้เด็กแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากเด็กไม่เห็นด้วยครูก็จะพยายามชักจูงให้เด็กเห็นด้วยกับครู แต่การสอนในปัจจุบัน ครูจะต้องถามว่านักเรียนคนใดที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากครู แล้วนำเสนอเพื่ออภิปราย ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออก ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะคิดเห็นคล้อยกันไปทั้งประเทศ และ 3.การที่เด็กไทยทำงานไม่เป็น ทำให้เกียจคร้าน
          นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มการเรียนรู้ 6 กลุ่ม ในส่วนของกลุ่มการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่มการเรียนรู้ภาษาและวรรณกรรม เพราะเห็นว่าภาษาไม่ใช่แค่การสื่อสารแต่เป็นอัตลักษณ์ สุนทรียศาสตร์ ส่วนการจัดหลักสูตรระดับประถมและมัธยมนั้น ระดับประถมเดิมกำหนดว่าควรเรียนในห้องเรียน800 ชั่วโมง แต่ที่ประชุมเห็นว่ายังมากเกินไปน่าจะจัดการเรียนในห้องให้ไม่เกิน 600 ชั่วโมงและเพิ่มการเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่อยู่ภายในโรงเรียน และเรียนรู้นอกสถานที่กับชุมชน
          ในส่วนของชั้น ป.1-3 จะเน้น 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เนื่องจากมีงานวิจัยระบุชัดเจนว่า หากเด็กเรียนวิชาคณิตศาสตร์เก่ง จะส่งผลให้เรียนเก่งในทุกวิชา และควรให้เด็กเรียนคณิตตั้งแต่แรก ส่วนเรียนรู้โครงงานเป็นส่วนเสริม ทั้งด้านโครงงานวิทย์ สังคมและชุมชน โครงงานสุนทรียะ คุณธรรมและวิถีประชาธิปไตย ส่วนระดับมัธยม จะเรียนลักษณะบูรณาการลดลง และเพิ่มการเรียนเป็นรายวิชามากขึ้น และตั้งแต่ชั้น ม.1 จะเรียนรู้ทักษะชีวิตและโลกของงาน เพื่อให้เด็กทำงานเป็น ไม่ว่าจะจบชั้นไหนก็สามารถทำงานได้ ประกอบกับขณะนี้ตลาดแรงงานต้องการแรงงานด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้เด็กเห็นช่องทางการมีงานทำ และอาจทำให้ค่านิยมเรียนเพื่อปริญญาลดลงได้ นายสมพงษ์ กล่าว

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ


โพสเมื่อ : 03 มิ.ย. 56   อ่าน 888 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
กศน.ฝึกภาษารับอาเซียน
17 ธ.ค. 55 | อ่าน 935 ครั้ง
"คุรุสภา" กำหนดประเภทวิชาและสาขาวิชาขาดแคลนด้านอาชีวะและด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน
05 มี.ค. 58 | อ่าน 754 ครั้ง
ชีวิตในหอพักมหาวิทยาลัยฯปลอดภัยที่สุดเสียงสะท้อนจากเด็กมทร.ธัญบุรี
28 ก.พ. 54 | อ่าน 10709 ครั้ง
นักศึกษาครูเตรียมรวมพลค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู
18 ก.ย. 56 | อ่าน 909 ครั้ง
’ชัยพฤกษ์’เชื่อกรรมการตรวจรับแม่นพอ ย้ำครุภัณฑ์ไม่ตรงสเปกไม่ต้องรับ
26 มิ.ย. 55 | อ่าน 1083 ครั้ง
5 ว.เกษตร-ประมงผ่านประเมินร่วมตั้งสถาบันการอาชีวะ
13 ม.ค. 55 | อ่าน 113979 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.