Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


สภาการศึกษาตั้งเป้าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปอ่านหนังสือ 60 นาทีต่อวัน




      

สภาการศึกษาตั้งเป้าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปอ่านหนังสือ 60 นาทีต่อวัน

          สภาการศึกษา แจกแบบสอบถามออกไปทั่วประเทศ เพื่อสอบถามความคิดเห็นด้านการศึกษาจากคน 5 กลุ่ม คือ ผู้เรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา/ผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครองและชุมชนเป้าหมายของการลงแรงครั้งใหญ่นี้ ก็เพื่อตามล่าข้อมูล จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริงโดยปราศจาก การนั่งเทียนจากห้องทำงานในส่วนกลาง ข้อมูล สำคัญนี้ จะนำมาใช้ประกอบการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 ซึ่งอยู่ระหว่างยกร่างเพื่อนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียววางระบบจัดการศึกษาชาติต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่งหน้าที่ประเมินความสำเร็จในการนำนโยบายไปสู่การปฎิบัติก็เป็นภารกิจสำคัญประการหนึ่งของสภาการศึกษาอยู่แล้ว
          ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา บอกว่า สภาการศึกษามีหน้าที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การประเมินผลและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการ เพื่อพัฒนาการศึกษา ให้บรรลุเป้าหมาย ตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล การประเมินและติดตามผลจะทำให้ได้รู้ถึงตำแหน่งเที่ยวที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน แล้วหาทางปรับจูนเครื่องได้ทันการเมื่อมีที่ท่าว่า การไปสู่เป้าหมายจะไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาที่วางไว้
          สำหรับการประเมินผลครั้งนี้ สภาการศึกษาได้ประเมินตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล 7 ประเด็น คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ การสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่ม การปฎิรูปครู การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสานสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมนานาชาติ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ และการเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน และผลการเมินจะถูกนำไปใช้ในการร่างยุทธศาสตร์การศึกษาฉบับใหม่ซึ่งมี 7 ด้าน ล้อตามนโยบายรัฐบาล 7 ประเด็นเช่นกัน
          การประเมินนั้น จะยึดตามดัชนีชี้วัดของรัฐบาลและยึดเกณฑ์สากลสำหรับประเมินผลการจัดการศึกษา โดยใช้รูปแบบในการรวบรวมข้อมูลหลายลักษณะ ตั้งแต่การใช้ข้อมูลจากการรายงานของหน่วยราชการ รายงานการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ การเข้าไปสังเหตและสัมภาษณ์ในพื้นที่จริง รวมถึงการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษาทุกสังกัดผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา/ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครองและชุมชนทั้งหมดนี้มีประชากรประมาณ 10 ล้านคนใช้หลักสถิติสุ่มตัวอย่างได้ 1.4 แสน หรือประมาณร้อยละ 1 ของประชากร จากนั้นก็ลงมือสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว ซึ่งสภาการศึกษาได้ส่งแบบสอบถาม ออกไปทั้งหมด 1.4 แสนฉบับ
          แบบสอบถามจะถูกกระจายออกในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันไปยังทุกภาคตั้งแต่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ครอบคลุมทุกจังหวัด เฉลี่ยภาคละกว่า 20,000 แบบสอบถาม ขณะนี้อยู่ระหว่างนำแบบสอบถามที่ตอบกลับมาวิเคราะห์และประมวลออกมาเป็นภาพรวมเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินการในแต่ละเรื่องนั้น ได้รับความพึงพอใจและได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ดร.ศศิธารา ยกตัวอย่างผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคใต้ ซึ่งแจกแบบสอบถามออกไป 24,000 ฉบับ และส่งคืนมาแล้วร้อยละ 51.19
          คำตอบในแบบสอบถามสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาล คือ นโยบายเรียนดีอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.6 และนโยบายพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาได้รับความพึงพอใจอย่างมาก ผลการสำรวจความเห็นพบว่า นักเรียนประถมศึกษาร้อยละ 90.2 ชอบเรียนในห้องเรียนกับคอมพิวเตอร์พกพา ขณะที่ นโยบายที่สำคัญอีกเรื่อง คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็เป็นที่พอใจมาก เช่นกัน เพราะทุกคนเห็นว่าช่วยเพิ่มโอกาสทาง การศึกษาได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพอใจในนโยบายเรียนดีอย่างมีคุณภาพ แต่พบว่า นักเรียนต้องการทุนกรศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียนมูลนิธิต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่รับเด็กยากจนเข้าเรียน โดยนักเรียนประถมศึกษาเป็นระดับที่ต้องการทุนเพิ่มมากที่สุด
          ดร.ศศิธารา บอกว่า ข้อมูลที่ชี้ออกมาเช่นนี้ ทำให้รู้ว่า นโยบายต่างๆ ควรมีการปรับเปลี่ยนเช่นไร อย่างน้อยในนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มโอกาสทางการศึกษานั้น ควรจะมีการให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนทุกระดับเพิ่มเติมด้วย
          แบบสอบถามไม่ได้ให้ข้อมูลเฉพาะด้านบวกเท่านั้น ยังสะท้อนปัญหาต่างๆ ออกมาด้วย เราพบว่า เด็กตื่นเต้นที่ได้เรียนกับแท็บเล็ตแต่ผลการสำรวจก็พบว่า โรงเรียนไม่ถึงครึ่งที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับโดยเฉพาะเรื่องจุดกระขายสัญญานเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายนอกจากนั้น จากแบบสอบถามยังพบว่า ปัญหาเด็กออกกลางคันยังคงมีอยู่ โดยผู้บริหารสถานศึกษาเห็นว่า มีนักเรียนออกกลางคันในระดับมัธยมต้นมากที่สุด ร้อยละ 3.94 ส่วนระดับประถมต้น มีเด็กออกกลางคันน้อยที่สุด ร้อยละ 1.87 ขณะที่ประถมปลายมีเด็กออกกลางคัน ร้อยละ 2.43 และระดับมัธยมปลาย ร้อยละ 2.62 สาเหตุมาจากปัญหาครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง และอพยพตามผู้ปกครองเป็นอันดับสอง ดร.ศศิธารากล่าว
          แบบสอบถามในภาคใต้ยังชี้ชัดว่า มีปัญหาขาดแคลนครูในทุกสังกัด โดยเฉพาะครูวิชาคณิตสาสตร์ขาดแคลนมากที่สุด รองลงมาคือวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงครูช่างของอาชีวศึกษาก็ขาดแคลนด้วย ส่วนเรื่องการจัดการเรียนการสอน น่าแปลกที่พบว่า นักเรียน ครูเห็นว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้ได้แล้วสามารถส่งเสริมเรื่องคุณธรรม จริยธณรมได้ในระดับดี แต่ที่พวกเขารู้สึกว่าต้องปรับปรุง คือการเรียนการการสอนภาษาอังกฤษซึ่งยังมีคุณภาพแค่ในระดับปานกลาง ขณะที่การเตรียมตัวรับประชาคมอาเซียนนั้น มีความต้องการให้สอดแทรกเนื้อหาอาเซียนให้มากขึ้น ไม่ใช่รู้เพียงแค่ธงประจำชาติโดยเพิ่มความเข้มข้นในการจัดกิจกรรมอาเซียน และเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
          ในส่วนของการประเมินผลและติดตามความก้าวหน้าในการนำนโยบายสู่การปฎิบัติโดยใช้ข้อมูลของหน่วยราชการและผลการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการนั้น เบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า โรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่ จัดการศึกษามีคุณภาพระดับดี แต่โรงเรียนห่างไกลยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพเพราะขาดแคลนครูและไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตขาดแคลนสื่อต่างๆ ที่สำคัญ แม้ว่างานพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะมีความคืบหน้าผ่านการดำเนินงานที่หลากหลายของแต่ละหน่วยงาน แต่งานปลูกฝังนิสัยรักการอ่านซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลับยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเพียง 35 นาทีต่อวัน ซ่งค่อนข้างน้อย โดยผู้ที่อยู่ในกทม.ใช้เวลาอ่านหนังสือสูงสุด 46 นาทีต่อวันขณะที่ภาคเหนือใช้เวลาอ่านหนังสือต่ำกว่า 31 นาทีต่อวัน
          ดร.ศศิธารา ทิ้งท้ายว่า ข้อมูลที่ได้จากการประเมินและติดตามผลหมดทั้ง 2 ส่วนนอกจากจะนำมาใช้ประกอบการยกร่างยุทธศาสตร์การศึกษาแล้ว สภาการศึกษาจะสังเคระห์ข้อมูลทั้งหมดให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้จากนั้น ก็จะทำเป็นรายงานประเมินผลความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลออกมา เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ นำไปใช้ทบทวนนโยบายและการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ให้ถูกที่ถูกทางมากขึ้นโดยอาศัยข้อมูลแท้จริงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง

          --คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 30 เม.ย. 56   อ่าน 470 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สพฐ.ผุดโครงการ"จับคู่" ปั้น "เด็กเก่ง-ครูเก่ง"
07 ม.ค. 59 | อ่าน 271 ครั้ง
สพฐ.เล็งเอาผิดอาญา ผู้ทรงคุณวุฒิเรียกรับเงินโยกย้ายผอ.รร.5แสนบาท
06 ธ.ค. 57 | อ่าน 412 ครั้ง
กฎหมายต้องเข้มแข็ง
26 ธ.ค. 57 | อ่าน 403 ครั้ง
สอศ.ย้ายผอ.วิทยาลัย75ราย2ต.ค.มีผล
18 ก.ย. 57 | อ่าน 1335 ครั้ง
ชงแยกอุดมศึกษาตั้งเป็นกระทรวง’ภาวิช’ชี้รั้งไว้ยิ่งแย่-เร่งแก้ปมกระจายอำนาจ
28 ม.ค. 56 | อ่าน 519 ครั้ง
ดูงานคุรุสภาเขต
11 ก.พ. 57 | อ่าน 349 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.