Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ผอ.ร.ร.ค้านเพิ่มชั่วโมงเรียน เครือข่ายผู้ปค.ขู่ฟ้องจี้เลิกบริจาค




      

ผอ.ร.ร.ค้านเพิ่มชั่วโมงเรียน เครือข่ายผู้ปค.ขู่ฟ้องจี้เลิกบริจาค

 

          'ผอ.ร.ร.'ค้าน สพฐ.เพิ่มชั่วโมงเรียนประถม-มัธยมชี้ทุกวันนี้เด็กเรียนมากจนหัวโต แทบไม่มีเวลาว่างครูก็ต้องเร่งสอนเนื้อหา  ร.ร.ดังเปิดห้องเรียนเพิ่มรับโควตาผู้ปกครองบริจาค
          นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ กรณีได้มอบนโยบายให้โรงเรียนชื่อดังในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดห้องเรียนเพิ่มเพื่อรองรับโควตานักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับโรงเรียนว่า นโยบายนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นเรื่องธรรมดาโลก และเรื่องเงินบริจาคก็มีมานานแล้ว แต่กลับทำให้ดูแย่ โดยเรียกว่าแป๊ะเจี๊ยะ ต้องยอมรับความจริงว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้โรงเรียนไม่เพียงพอจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ต้องอาศัยเงินบริจาคด้วย ดังนั้น ต้องเปิดโอกาสให้โรงเรียนรับบริจาคเงินได้ แต่โรงเรียนต้องประกาศรับบริจาคอย่างโปร่งใส ซึ่งคงไม่มีใครยอมบริจาคเงินให้โรงเรียนโดยไม่ได้อะไร และที่ผ่านมาก็บริจาคเงินให้โรงเรียนกันอยู่แล้ว ต้องยอมรับความจริงกัน ทั้งนี้ เจตนาของตนต้องการแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้วให้เป็นระบบและเป็นธรรมขึ้น จึงมอบนโยบายให้โรงเรียนเปิดที่นั่งเพิ่มรองรับนักเรียนโควต้าบริจาคเงินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการเพิ่มที่นั่ง ไม่ให้ไปแย่งนักเรียนทั่วไปเหมือนที่ผ่านมา
          ผมพยายามแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง ทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่กลับถูกวิจารณ์ให้ดูแย่ว่าเป็นแป๊ะเจี๊ยะ ส่วนที่ห่วงว่าจะทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนใช้นโยบายนี้เรียกรับเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง อย่าไปมองอย่างนั้น เพราะตามนโยบายนี้โรงเรียนต้องประกาศให้ชัดเจนและทำทุกขั้นตอน
          ให้โปร่งใส จริงๆ แล้ว ถ้าผู้อำนวยการโรงเรียนอยากเรียกรับเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศรับบริจาค แอบรับฝากเด็กเงียบๆ ดีกว่า แต่ถ้าผู้อำนวยการโรงเรียนไหนทำอย่างนั้นถือว่าคอร์รัปชั่น รับสินบน ถ้าถูกร้องเรียนมา ผมจัดการแน่นอน นายสุชาติกล่าว และว่า สำหรับนักเรียนที่เข้าเรียนโดยโควตาบริจาคเงินนั้น ไม่ได้แยกห้องเรียนโดยเฉพาะ แต่จะให้นั่งเรียนกับนักเรียนปกติเหมือนที่ผ่านมา เพียงแต่ให้โรงเรียนเพิ่มที่นั่งสำหรับโควตานี้ เพื่อไม่ให้ไปกระทบที่นั่งนักเรียนทั่วไป
          ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายนี้สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีฐานะดีจะได้เปรียบผู้มีฐานะด้อยกว่าหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ทุกวันนี้คนมีเงินก็มีสิทธิส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ในขณะที่ลูกคนจนไม่มีสิทธิ แต่อย่างไรก็ตาม ศธ.ยืนยันชัดเจนตลอดว่า เด็กทุกคนต้องมีที่เรียนครบถ้วนและสามารถเลือกเข้าเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้เลย แต่การไม่ยอมให้โรงเรียนรับเงินบริจาคต่างหาก คือไม่เป็นธรรมต่อนักเรียน ต่อโรงเรียนเพราะทุกวันนี้งบฯที่รัฐจัดให้โรงเรียนไม่เพียงพอคนที่ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้คือ คนที่ไม่ยอมรับความจริงของโลก
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าการรับบริจาคของโรงเรียน เป็นแนวทางที่ สพฐ.ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2554 และได้แจ้งถึงแนวทางนี้มาตลอดว่า ต้องการให้โรงเรียนมีความหลากหลาย และไม่ต้องการให้โรงเรียนติดกับข้อจำกัดมากเกินไปจนเป็นอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพ จึงเป็นที่มาของการปลดล็อคข้อจำกัดในการจัดการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียน ทำให้เกิดห้องเรียนพิเศษในหลายปีที่ผ่านมาและคณะกรรมการ กพฐ.ก็ได้เห็นชอบให้ขยายสัดส่วนห้องเรียนพิเศษดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่นายสุชาติระบุไว้ เนื่องจากห้องเรียนพิเศษสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนที่สูงกว่าห้องเรียนปกติ แต่อยู่ในอัตราและมาตรฐานที่ สพฐ.กำหนด แต่ช่วงที่ผ่านมาห้องเรียนพิเศษยังมีน้อยเกินไป โดยมีได้ไม่เกิน 20% ของห้องเรียนทั้งหมดในโรงเรียนนั้นๆ
          สพฐ.รับทราบข้อมูลมาว่า นักเรียนในโรงเรียนยอดนิยมต่างๆ มีความต้องการเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษจำนวนมาก แต่โรงเรียนรับได้เพียงส่วนหนึ่ง และนี่เป็นจุดที่ต้องเปิดโอกาสในการขยายห้องเรียนพิเศษ ซึ่งห้องเรียนพิเศษจะเป็นช่องทาง หรือวิธีการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมได้ โดยมีระเบียบที่รองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษจะต้องสอบคัดเลือก ไม่ได้หมายความว่ามีเงินบริจาคแล้วจะเข้าเรียนได้เลย เพราะห้องเรียนพิเศษนี้จะใช้วิชาการเป็นตัวนำมากกว่า ฉะนั้น เด็กที่เข้าเรียนต้องมีสมรรถนะผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เลขาธิการกพฐ.กล่าว และว่า การระดมทรัพยากรหรือการบริจาคเงินก่อนเข้าเรียนดังกล่าว จะต้องทำในรูปของห้องเรียนพิเศษ โดยมีระเบียบคัดเลือกและระเบียบการจ่าย แต่หากพ้นช่วงการรับนักเรียนไปแล้ว การระดมการบริจาคก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เช่น การระดมทุนเพื่อให้ได้ห้องสมุดที่ดีเป็นต้น
          นายบุญธรรม พิมพ์ภาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต มัธยม กล่าวว่า ถ้านายสุชาติมีนโยบายให้โรงเรียนชื่อดังเปิดรับบริจาคเพื่อแลกที่นั่งเรียนจริง ก็ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า จะให้เข้ามาเรียนด้วยคุณสมบัติใด ซึ่งตนยังไม่แน่ใจว่าการรับบริจาคดังกล่าวจะเข้าหลักเกณฑ์ใด เพราะที่ผ่านมามีผู้ปกครองมาฝากลูกเข้าเรียนบ้าง แต่ไม่ใช้คำว่าบริจาค ใช้คำว่าผู้มีอุปการคุณซึ่งต้องมีหลักฐานและกำหนดชัดเจนว่า จะบริจาคเพื่ออะไร
          นางจำนงค์ แจ่มจันทรวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการศธ.ให้นโยบายได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าโรงเรียนคงปฏิบัติได้ยาก เพราะแผนการรับนักเรียนต่างๆ
          กำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขพิเศษไว้แล้ว แต่หากจะทำตามนโยบายจริง ตนอยากรู้ว่า สพฐ.จะเพิ่มเงื่อนไขหรือแนวปฏิบัติพิเศษให้โรงเรียนสามารถปฏิบัติได้สะดวกหรือไม่ หากให้โรงเรียนเดินหน้าตามนโยบายดังกล่าวเอง ก็อาจจะไม่สะดวก เพราะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมในการรับเด็กเข้าเรียนด้วย
          ด้านนายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนายสุชาติดังกล่าว เพราะกลายเป็นการจำแนกคนด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งขัดกับหลักคุณธรรม และขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งยังทำให้หลักคุณธรรมของชาติสูญเสียไป นโยบายนี้จะส่งเสริมให้เงินตรามีอำนาจเหนือความดีงาม ทำให้
          เด็กไม่ต้องพยายาม เพราะเพียงมีเงินก็เข้าโรงเรียนดังๆ ตามที่ต้องการได้แล้ว ดังนั้น สัปดาห์หน้าตนจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยกเลิกนโยบายการบริจาคเงินเพื่อแลกกับการเข้าเรียนของนายสุชาติดังกล่าวก่อนที่ สพฐ.จะดำเนินการรับนักเรียน โดยจะฟ้องทั้งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. และเลขาธิการกพฐ. แต่หากศาลปกครองพิจารณาไม่ทัน และมีโรงเรียนดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแล้ว ตนก็จะยื่นฟ้องโรงเรียนเป็นรายโรงไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนได้ทำจดหมายไปถึงนายสุชาติ เพื่อขอให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว และจะรอคำตอบ 3 วัน หากไม่ยกเลิกก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแน่นอน รวมทั้งจะร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา และคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของ ส.ส.และ ส.ว.ด้วยทั้งนี้ หากผู้ปกครองท่านใดต้องการจะยื่นฟ้อง
          ร่วมกัน ให้ส่งเมล์มาที่ buildingthailand@gmail.com หรือแฟนเพจ การศึกษาอุบาทว์ ชาติวิบัติ
          นายชินภัทรกล่าวอีกครั้งถึงการแก้ไขโครงสร้างเวลาเรียนและเกณฑ์การจบการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 ที่ให้กำหนดเวลาเรียนในรายวิชา/กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้น ระดับประถมศึกษาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อปี จากเดิมไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อปี และ
          ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงต่อปี จากเดิมไม่เกิน 200 ชั่วโมงต่อปี และกำหนดเวลาเรียนรวมระดับประถมฯไม่น้อยกว่า1,000 ชั่วโมงต่อปี จากเดิมไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี และระดับมัธยมฯต้นไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี จากเดิมไม่เกิน 1,200 ชั่วโมงต่อปีว่าโครงสร้างเวลาเรียนของเดิมกำหนดแบบตายตัวเกินไป เช่น ระดับประถมฯกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนไว้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี จะประกอบด้วยวิชาแกนพื้นฐานประมาณ 800 ชั่วโมง และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 ชั่วโมงส่วนกิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้น กำหนดให้จัดกิจกรรมได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อปี ทำให้บางโรงเรียนไม่สามารถจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้เต็มที่ ฉะนั้น การปรับแก้โครงสร้างครั้งนี้จะทำให้โรงเรียนจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้มากขึ้น
          การปรับครั้งนี้ไม่ใช่ทำให้นักเรียนต้องเรียนวิชาพื้นฐานใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เพิ่มขึ้นและปัจจุบันโรงเรียนก็จัดการเรียนการสอนในขั้นต่ำของโครงสร้างเวลาเรียนอยู่แล้ว อย่างระดับประถมฯจะจัดการเรียนการสอน 1,000 ชั่วโมงอยู่แล้ว นายชินภัทรกล่าว
          นายบุญธรรม พิมพาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต มัธยม กล่าวเรื่องนี้ว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะขณะนี้หลักสูตรแกนกลางกำหนดให้นักเรียนมัธยมฯต้นเรียนไม่เกิน 1,200 ชั่วโมงต่อปี มัธยมฯปลายเรียนไม่ต่ำกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี แต่ระยะหลังๆ มีนโยบายที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นมา เช่น ส่งเสริมให้นักเรียนต้องรู้ภาษาจีนเพิ่มขึ้น โรงเรียนก็ปล่อยให้เด็กล้าหลังไม่ได้ต้องจัดชั่วโมงสอนเพิ่ม ทุกวันนี้นักเรียนก็เรียนมากอยู่แล้ว จนหัวโตไม่เป็นเด็ก ขณะที่ระบบการศึกษาไทยทำให้เด็กต้องแข่งขันสูง ทั้งการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการสอบอื่นๆ ทำให้ครูแทนที่จะสอนเนื้อหา ต้องสอนเนื้อหาครึ่งหนึ่ง ติวครึ่งหนึ่ง
          ขณะที่นางจำนงค์ แจ่มจันทรวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา กล่าวว่า เรื่องการปรับเพิ่มชั่วโมงเรียนต้องดูรายละเอียดก่อนว่าสพฐ.ให้เพิ่มชั่วโมงเรียนในลักษณะใด แต่ไม่แน่ใจว่า สพฐ.ได้มองถึงคุณภาพของการเรียนการสอนหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียนและทุกวันนี้เด็กก็เรียนมากจนแทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 15 ก.พ. 55   อ่าน 47822 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
จี้โละยึดเกรด-เงื่อนไขกู้ยืมเรียน
12 ก.ย. 59 | อ่าน 590 ครั้ง
ขยายผลสอนทางไกลสำเร็จ
31 มี.ค. 58 | อ่าน 777 ครั้ง
สพฐ.ถกวิชาการครบหนึ่งทศวรรษโชว์สุดยอดผลงาน 5 โซน - ฉีดวัคซีนเจนแซด
04 ก.ค. 56 | อ่าน 876 ครั้ง
คัดเด็ก1ทุนอำเภอเฉียดพันเพิ่มเงื่อนไขทำงานคืนหลวง
20 ต.ค. 54 | อ่าน 83178 ครั้ง
ทปอ.ปรับแกต/แพต รับนโยบายลดเวลาเรียน
14 ก.ย. 58 | อ่าน 609 ครั้ง
พลังงานลบ
27 ก.ค. 58 | อ่าน 631 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.