Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


’ปู’ห่วง’2ล.’เด็กหลุดระบบการศึกษา จี้ศธ.วิเคราะห์-ดึงเรียนหนังสือ ขีดเส้น1เดือนได้แนวทางแก้ไข




      

'ปู'ห่วง'2ล.'เด็กหลุดระบบการศึกษา จี้ศธ.วิเคราะห์-ดึงเรียนหนังสือ ขีดเส้น1เดือนได้แนวทางแก้ไข

 

          เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ว่า ได้มีการพูดถึงอนาคตการศึกษาของเด็กไทยซึ่งอยากเห็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตรงกับทิศทางที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมองกันว่าการที่นักเรียนนักศึกษาจบมาจะต้องสัมพันธ์กับการจ้างงานด้วย โดยให้มีการศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเราจะร่วมกันบูรณาการการจัดการศึกษาของ ศธ.อย่างไร เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นและรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน
          ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัด ศธ. กล่าวว่าศธ.ได้รายงานสถิติภาวะการจัดการศึกษาว่าประชากรวัยเรียนทั่วประเทศมี 16 ล้านคน แต่เข้ารับการศึกษาเพียง14 ล้านคน โดยอยู่ในความรับผิดชอบของ ศธ.13 ล้านคนและสังกัดอื่นๆ อีก 1 ล้านคน ส่วนอีก 2 ล้านคนหายไปจากระบบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการออกกลางคันซึ่งพบว่ามีตั้งแต่จบ ป.6 ส่วนหนึ่งก็ไม่เรียนต่อ เมื่อจบ ม.3 ก็หายไปอีก เหลือเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง55% ซึ่งนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมให้ความสนใจกับสถิติภาวะดังกล่าว และมอบหมายให้ ศธ.จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ภาพรวมกำลังคนของภาคอุตสาหกรรม และวิเคราะห์เด็กที่หายจากระบบทั้งหมดว่าไปไหน หากเด็กไม่ได้เรียนจะสามารถจัดการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้หรือไม่อย่างไร โดยให้เวลาในการศึกษาวิเคราะห์ 1 เดือน และนำเข้าที่ประชุมครั้งต่อไป
          ที่ประชุมเห็นว่า ศธ.ควรปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนและเนื้อหาหลักสูตรให้มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และอยากให้มีการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยภาคเอกชนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจกับงานการศึกษามาก โดยแจ้งว่าหากมีอะไรให้ช่วย ก็ขอให้บอก ยินดีจะช่วยเหลือ ปลัด ศธ.กล่าวด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นเรื่องการจัดสรรแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับชั้น ป.1 ว่า มีความเหมาะสมเพราะเป็นวัยแรกเริ่มที่จะเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้จะเป็นการวางพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการคิดอย่างสร้างสรรค์ของเด็ก แต่แท็บเล็ตนั้น คงไม่สามารถนำมาทดแทนหนังสือเรียนได้ในทันที ควรใช้เป็นตัวเสริมไปก่อน ส่วนเนื้อหาที่จะบรรจุลงแท็บเล็ต ควรมีการพัฒนาให้ดีและการใช้แท็บเล็ตควรจะเป็นแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive) หรือสามารถปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ เช่น เชื่อมโยงกับระบบกลางที่สามารถดึงข้อมูลจากส่วนต่างๆ มาใช้ได้นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำว่าต่อไปคงจะมีการขยายแท็บเล็ตไปทุกระดับชั้น ส่วนการจัดหาแท็บเล็ต ควรเปิดในหลายๆ ช่องทางและควรให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้ามาช่วยหรือให้ข้อเสนอแนะด้วย

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 22 ธ.ค. 54   อ่าน 19804 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สพฐ.เล็งเอาผิดอาญา ผู้ทรงคุณวุฒิเรียกรับเงินโยกย้ายผอ.รร.5แสนบาท
06 ธ.ค. 57 | อ่าน 412 ครั้ง
มสธ. ลงนามความร่วมกับ กศน. เดินหน้าการศึกษาทุกระดับระดับสำหรับทุกคน
15 ส.ค. 57 | อ่าน 687 ครั้ง
’ยูเนสโก’ดันเด็กเรียนรู้ผ่านมือถือ พัฒนา’เนื้อหา-แอพ’นำร่องทั่วโลก สกศ.หนุน-
03 ก.ย. 55 | อ่าน 839 ครั้ง
เสมา 1 ยืนยันสถานภาพครูยังเหมือนเดิม ด้านปฏิทินสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ยังไม่กำหนด รอย้ายครูเสร็จก่อน
16 พ.ค. 59 | อ่าน 264 ครั้ง
ชงก.พ.คัดคนจากความสามารถไม่เน้นใบปริญญา
25 เม.ย. 59 | อ่าน 342 ครั้ง
การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก
14 มิ.ย. 56 | อ่าน 1070 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.