Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน อาชีวะกับการเรียนเพื่อรู้จริง




      

ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน อาชีวะกับการเรียนเพื่อรู้จริง

 

พลพิบูล เพ็งแจ่ม
          ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมานี้ การเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาในบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นมากมาย โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การผลิตบุคลากรระดับปฏิบัติการที่จบการศึกษาออกมาแล้วสามารถปฏิบัติงานได้ทันที และทำได้อย่างรู้จริงด้วย บวกกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนได้หันมาเรียนสายอาชีวะกันให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่กำลังขาดแคลนบุคลากรระดับปฏิบัติการในสาขาต่าง ๆ อีกมากมายมหาศาล เรียกได้ว่า เรียนจบอาชีวะแล้วโอกาสตกงานมีน้อยมาก
          เมื่อเป้าหมายชัดเจนจึงเป็นที่มาของการ ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน โดยการเรียนอาชีวะจะให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือเป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎีในชั้นเรียนเท่านั้น
          ในการดำเนินโครงการโรงเรียนสีเขียว (Green School) ที่บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง หรือปูนอินทรี ดำเนินการร่วมกับสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมาคมสถาปนิกสยามฯ จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาอาชีวะได้มีโอกาสพัฒนาทักษะฝีมือจากการปฏิบัติจริง
          นายฟิลิป อาร์โต้ กรรมการผู้จัดการ บ.ปูนซิเมนต์นครหลวง เล่าว่า ทางบริษัทได้เริ่มดำเนินโครงการโรงเรียนสีเขียวมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมาย 3 ปีจะสร้างหรือขยายต่อเติมอาคารให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในท้องถิ่นทุรกันดารจำนวน24 แห่ง โดยขณะนี้ทำไปแล้ว 12 แห่ง  แบ่งเป็นการสร้างอาคารใหม่ 9 แห่ง และขยายต่อเติมซ่อมแซมอาคารอีก 3 แห่ง และในปี 2555 จะทำเพิ่มอีก 12 แห่ง  โดยการออกแบบอาคารจะใช้หลักเกณฑ์อาคารสีเขียว คือ อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน
          สิ่งสำคัญของโครงการคือการที่นักศึกษาอาชีวะในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารทั้งหมด ซึ่งเป็นการสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพราะนอกจากโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารจะได้มีอาคารที่มีคุณภาพแล้ว นักศึกษาอาชีวะเหล่านั้นยังจะได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงด้วย โดยโรงเรียน ตชด.ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์ไทยอนุสรณ์ บ้านแสนคำลือ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นโรงเรียนล่าสุดที่ทางโครงการได้ส่งมอบอาคารอเนกประสงค์ให้ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาอาชีวะที่มีจิตอาสาจากวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอนเป็นผู้ก่อสร้าง นายฟิลิป กล่าว
          นายฉัตรจักร คงจรัสแสง  หรือ ต๊ะ วัย 19 ปี นักศึกษาปวช.3 แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยการอาชีพฯ แม่ฮ่องสอน บอกว่า ตนและเพื่อน ๆ ได้มาสร้างอาคารอเนกประสงค์ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานใหญ่ ยอมรับว่าตื่นเต้นแต่ก็รู้สึกภูมิใจมากกว่า และที่สำคัญได้รับประโยชน์จากการมาร่วมโครงการอย่างมาก ทำให้รู้ว่าการเรียนทฤษฎีในชั้นเรียนเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งขององค์ความรู้เท่านั้น เมื่อได้มาปฏิบัติจริงทำให้รู้อะไรอีกมากมายที่หาไม่ได้ในชั้นเรียน
          บางครั้งสิ่งที่เรียนมากับการทำจริงก็ต่างกัน ทำให้เราต้องรู้จักประยุกต์พลิกแพลง และหาคำตอบให้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเด็กอาชีวะทุกคน และเมื่อได้เห็นผลงานที่สร้างขึ้นมาก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วม  ผมจึงอยากให้เด็กอาชีวะทุกคนได้มีโอกาสทำเช่นนี้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มีโอกาสที่ดีขึ้นบ้าง น้องต๊ะ กล่าว
          อาจารย์ชัยสิทธิ์ สง่างาม หัวหน้าแผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยการอาชีพฯแม่ฮ่องสอน ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้นักศึกษาได้ออกมาปฏิบัติจริง ซึ่ง อ.ชัยสิทธิ์ ย้ำว่า เราต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน โดยให้งานในพื้นที่คือห้องเรียน ซึ่งแต่ละวันในช่วงเช้าตนจะสอนทฤษฎีระยะสั้น ๆ แล้วก็ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง ต้องยอมรับว่า การได้สร้างอาคารขึ้นมาหนึ่งหลัง สามารถใช้เป็นเครื่องมือสอนเด็กได้ครบทั้งหลักสูตร และที่สำคัญเด็กเหล่านั้นยังได้เรียนรู้ทักษะชีวิตอีกมากมาย เช่น ความสามัคคี การทำงานร่วมกัน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน
          สำหรับ อาจารย์วีรยุทธ หอมหวนดี จากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ในฐานะตัวแทนของสอศ.ที่มาร่วมทำโครงการโรงเรียนสีเขียว มองว่า การสอนอาชีวะที่ดีที่สุดคือ การสอนที่หน้างาน  ซึ่งในการดำเนินโครงการตนจะร่วมไปสำรวจสถานศึกษาใน พื้นที่ห่างไกล หลังจากนั้นจะประสานให้มีการก่อสร้างเกิดขึ้น ซึ่งจากการทำโครงการมา 2 ปี ยอมรับว่าให้ประโยชน์อย่างมากแก่หลาย ๆ ฝ่าย
          ผมอยากบอกถึงเด็กอาชีวะทุกคน หากมีโอกาสก็ควรทำสิ่งเหล่านี้ เพราะคนเราคงไม่ใช่แค่เรียนให้จบแล้วออกมาทำงาน แต่ต้องรู้จักทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ซึ่งในฐานะช่างจะสามารถทำอะไรดี ๆ ให้สังคมได้มากมาย อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต หากจบออกไปทำงานแล้วโอกาสที่จะมาทำอะไรแบบนี้คงมีน้อยลง อ.วีรยุทธ กล่าวฝาก
          มาถึงตรงนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โครงการโรงเรียนสีเขียว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และที่สำคัญก็คือ สังคมไทยจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลที่จะได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในสถานที่ที่ดีและเอื้อต่อการเรียนรู้ ก็คงไม่มีสิ่งตอบแทนใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าคำพูดสั้น ๆ ที่ออกมาจากใจของ ด.ญ.ฐิติกาญจน์ มนตรีสกิตกุล หรือ น้องมาแต่ วัย 9 ขวบ ชาวมูเซอแดง นักเรียนตัวน้อย ๆ รร.ตชด.ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์ไทยอนุสรณ์ ที่บอกฝากถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการโรงเรียนสีเขียวว่า หนูดีใจมาก ขอบคุณค่ะ.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



โพสเมื่อ : 13 ธ.ค. 54   อ่าน 45657 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
ขอเชิญร่วมงานโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจากมืออาชีพสู่การเป็นครูยุคใหม่ (PIM Train the Trainer Prog
09 ม.ค. 57 | อ่าน 579 ครั้ง
การประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 4/2558
05 ส.ค. 58 | อ่าน 578 ครั้ง
เร่งส่งต่อนศ.มอส.ไปมหา’ลัยอื่นก่อนเปิดเทอม
24 ต.ค. 55 | อ่าน 989 ครั้ง
หลากมุมมองหนี้ครู กู้เพราะจำเป็น - ค่านิยมบ้าน+รถหรู
09 พ.ย. 58 | อ่าน 652 ครั้ง
"กมล"ตั้งทีมกรองเรื่องร้องเรียน
06 ธ.ค. 57 | อ่าน 588 ครั้ง
สช. ดึง ม.เกษตร สร้างนวัตกรรม ยกระดับความคิด
18 มิ.ย. 56 | อ่าน 654 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.