Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


"วิศวะลาดกระบัง"ดึง61ชุมชน สร้างโมเดลรับมือ"น้ำท่วม"




      

วิศวะลาดกระบังดึง61ชุมชน สร้างโมเดลรับมือน้ำท่วม

 

          เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์

          ต้องยอมรับว่าสถานการณ์มหาอุทกภัย ที่หลายพื้นที่กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าพื้นที่ใดจะรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วม ฝั่งตะวันออก วิศวะลาดกระบัง ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาระดับปัญญาชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำโดย ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะประธานศูนย์เฝ้าระวังฯ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้นำชุมชนทั้ง 61 ชุมชนใน 6 แขวงของเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ในการเฝ้าระวังระดับน้ำใกล้ชุมชน และการปรับตัวอยู่กับน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย
          ผศ.ดร.คมสัน ได้อธิบายแผนที่ทางไหลของน้ำ ที่ศูนย์เฝ้าระวังฯ ได้จัดทำขึ้นในพื้นที่ฝั่งตะวันออก เพื่อบอกกล่าวกับผู้นำชุมชนทั้ง 61 ชุมชนให้เข้าใจหน้าที่ของ น้ำ ที่มันต้องไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้ชาวบ้านทำใจยอมรับว่าพื้นที่ของตัวเองก็คือทางที่น้ำจะต้องผ่านแน่นอน ก่อนจะไหลลงสู่ทะเล ซึ่ง ผศ.ดร.คมสัน บอกว่า นับจากนี้ต่อไปชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังระดับน้ำในคลองต่างๆ ภายในชุมชนของตัวเอง
          หลายๆ คนชอบพูดว่า น้ำไม่ท่วมหรอก ตั้งแต่การประกาศของ ศปภ. ที่ทำให้หลายพื้นที่ชะล่าใจเกินไป แต่ตอนนี้เรื่องเก่าๆ ต้องจบได้แล้ว เพราะน้ำจะต้องท่วมเข้าพื้นที่ลาดกระบังอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าคนในพื้นที่จะตั้งรับอย่างไร จะดูแลกันอย่างไรในวิกฤตินี้ ซึ่งคาดว่าน้ำจะผ่านเขตลาดกระบังนานเป็นเดือน เนื่องจากน้ำแม้จะไหลเข้าพื้นที่เขตคลองสามวา หนองจอก มีนบุรีมาแล้วก็ตาม แต่ที่ไหลมาเป็นแค่หน้าตัก ขณะที่จากด้านบนยังไม่ลดลงเลย อย่างไรเขตลาดกระบังก็ต้องยอมให้น้ำผ่านไป
          นอกจากการให้ความรู้ควบคู่ไปกับการบอกถึงสถานการณ์น้ำที่เป็นข้อเท็จจริงกับผู้นำทั้ง 61 ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้เตรียมตัวตั้งรับได้อย่างมีสติแล้ว ยังมีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างชุมชนถึงแนวทางการแก้ปัญหา โดยศูนย์เฝ้าระวังฯ จะเป็นแกนหลักในการประสานงาน ซึ่ง ผศ.ดร.คมสัน บอกว่า ไม่ว่าชาวบ้านจะมีปัญหา ข้อสงสัยใดๆ เราจะให้คำตอบ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่นในชุมชนที่มีคูคลองน้ำไหลผ่าน หากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ อย่างพวกขยะ ผักตบชวา ชาวบ้านก็ต้องลงมือช่วยกันเอาออก เพราะให้เป็นหน้าที่ของ กทม. อย่างเดียวก็ไม่ทันเวลา
          ส่วนบางจุดที่มีนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานอยู่ในชุมชน ก็จะต้องมาวางแผนร่วมกันว่าจะป้องกันน้ำไม่ให้เข้าท่วมทั้งพื้นที่ได้อย่างไร เพราะถ้าหากอุตสาหกรรมป้องกันเฉพาะพื้นที่ของตัวเอง แล้วชุมชนไม่รอด ยังไงอุตสาหกรรมก็ไม่มีทางรอด ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ต้องสามัคคีกันจึงจะผ่านไปได้
          พื้นที่ลาดกระบังถือว่าโชคดีมาก ที่เรามีเครือข่ายประชาชนที่เข้มแข็ง แม้จะมีปัญหาบ้างบางจุด ชุมชนอื่นก็จะมาช่วยกัน ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นโมเดลที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการรับมือน้ำท่วม ซึ่งเราบอกทุกคนว่าน้ำท่วมแน่ๆ แต่เราจะทำอย่างไร ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งก็ต้องสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านให้ได้ ว่าพื้นที่ไหนน้ำสูงแค่ไหน ถนนสายหลักน้ำอาจจะสูงไม่มาก สามารถใช้ชีวิตปกติได้หรือไม่ หรือจุดไหนที่ปลอดภัย ถ้าชาวบ้านอยู่ที่บ้านไม่ได้แล้วจะไปจุดไหนจึงปลอดภัย ส่วนหน่วงงานที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภคก็ต้องจัดแจงให้เป็นปกติ แม้ว่าน้ำจะท่วม ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้
          ด้าน นายณัฐพันธุ์ บุญเสนอ เจ้าหน้าที่ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมกลุ่มนักศึกษาที่มีจิตอาสา และจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ บอกว่าก่อนหน้าที่จะมีการรวมกลุ่มกันทำงานของนักศึกษาที่มีจิตอาสา ได้มีการประสานงานกับเครือข่ายชุมชนทั้ง 61 ชุมชนมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้การทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเฝ้าระวังน้ำท่วมร่วมกับชุมชนทำได้ง่ายขึ้นและไม่มีปัญหาติดขัด โดยแต่ละวันผู้นำชุมชนจะรายงานสถานการณ์น้ำในคลองมายังศูนย์เฝ้าระวังฯ และเราก็จะค่อยประเมินสถานการณ์ว่าน้ำระดับไหนควรต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือควรอพยพ
          นอกจากเก็บรวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้ว ศูนย์เฝ้าระวังฯ ยังมีหน่วยออกพื้นที่ ซึ่งไปทุกจุดที่อยู่ในโซนฝั่งตะวันออกทั้งหมด โดยจุดใดที่เสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้า เราก็จะมีหน่วยไฟ ไปเคลื่อนย้ายเต้าเสียบให้ชาวบ้านฟรี ส่วนข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ ก็จะนำมาประเมินร่วมกับ ผศ.ดร.คมสัน ทุกวัน ก่อนที่จะให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กระจายข่าวสารให้ถึงชุมชน ในทุกๆ เรื่อง และเมื่อมีการร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยประสานงานและแก้ปัญหาให้ทุกเรื่องเช่นกัน
          ถึงแม้จะมีการประชุมปรึกษาหารือของ 61 ชุมชน ที่ร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังฯทุกๆ 2 วันแล้วแต่สถานการณ์ แต่ก็ยังพบว่าในหลายพื้นที่มีปัญหาที่หลากหลายแตกต่างกันไป อย่างในชุมชนร่มเกล้า 1 แขวงคลองสองต้นนุ่น นางนันทิกร สกุลณี ตัวแทนชุมชน เล่าว่า ตั้งแต่มีการประสานงานร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังฯ ทำให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นถึงการรับมือน้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่ที่เป็นปัญหาคือเจ้าหน้าที่เขตลาดกระบัง ไม่เคยมาลงพื้นที่พบกับชาวบ้าน แม้จะมาประชุม แต่ก็ไม่เคยประสานงาน ไม่เคยบอกจุดที่ปลอดภัยที่สามารถอพยพไปอยู่ได้ และมักอ้างว่าลงข้อมูลในเว็บไซต์ของ กทม.แล้ว
          ชาวบ้านน้อยคนที่จะเข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตดูข่าวสาร จึงขอเสนอว่าควรมาลงพื้นที่ รู้จักชุมชนบ้าง ว่าเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร และพื้นที่แต่ละชุมชนมีปัญหาอย่างไร จะช่วยชาวบ้านแก้อย่างไร ตรงนี้ที่เราต้องการมาก คือการให้หน่วยงานของราชการเข้ามาแก้ปัญหาบ้าง เพราะชุมชนร่มเกล้า 1 บริเวณคอสะพานข้างคลองซึ่งรับน้ำจากคลองแสนแสบโดยตรง สร้างบีบเป็นคอขวด ทำให้น้ำระบายออกไม่ได้ ขยะและผักตบชวาก็มาอุด ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นมี 54 หลังคาเรือนน้ำท่วมถึงเอวมานานแล้ว แต่จุดนี้แก้ไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ของการรถไฟ แต่ทำไมตอนสร้างถึงไม่ดูว่าจะกระทบกับชาวบ้านหรือเปล่า แล้วพอชาวบ้านเดือดร้อนแล้วทำไมไม่มาแก้ไข
          ขณะที่ประเด็นการเมืองในพื้นที่ยังทำให้การให้ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง โดยนางนันทิกร ยังเล่าว่า จุดที่มีน้ำท่วมที่ผ่านมาไม่มีใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือเลย แม้แต่ ส.ส.ในพื้นที่ และเดิมจุดนี้คนบางส่วนก็มีสนับสนุนทั้งเบอร์ 1 และเบอร์ 10 แต่ เมื่อ ส.ส.เบอร์ 1 ได้ ก็มาดูแลเฉพาะคนที่สนับสนุนฐานเสียงของตัวเองเท่านั้น แต่คนที่ไม่ได้เลือกก็ไม่ได้เข้าไปเหลียวแล ทำให้การให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เพราะมีการเมืองมาขีดเส้นแบ่งชนชั้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุตสาหกรรมในชุมชน ไม่รับฟังเสียงของชาวบ้าน ทั้งๆ ที่อยู่ชุมชนเดียวกัน
          ด้าน น.ส.จันทร์รุ่ง สว่างวงศ์ ผู้นำชุมชนฟื้นนครร่มเกล้าระยะ 2 โซน 9 แขวงคลองสองต้นนุ่น กล่าวว่า เมื่อก่อนฟังข่าวจาก ศปภ.ชาวบ้านต่างก็แตกตื่น บางคนก็ย้ายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เมื่อมาเข้าร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังฯ เราก็จะรับข่าวสารไปบอกลูกบ้าน ก็ทำให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนกมาก แต่จะหันมาช่วยกันเฝ้าระวังเตรียมพร้อมรับมือมากกว่า ซึ่งส่วนตัวเชื่อในข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังฯ เพราะเอาหลักความจริงมาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ และทำให้ชาวบ้านมีความรู้สามารถที่จะอยู่กับน้ำท่วมได้อย่างมีสติ
          ถ้าเราไม่เตรียมพร้อม ก็จะเหมือนหมู่บ้านต่างๆ ที่ อ.บางบัวทอง และหมู่บ้านของคนรวย ที่ร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา เราเห็นบทเรียนจากที่อื่น เราก็ต้องตั้งสติ และเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาที่น้ำมาจริงๆ ก็จะไม่ตื่นตระหนกมาก ไม่กลัวและปรับตัวเองให้อยู่ให้ได้ ถ้าผู้นำชุมชนไม่เป็นหลักให้ลูกบ้านแล้ว ก็คงไม่ต่างจากที่อื่นๆ ที่ขอความช่วยเหลือกันวุ่นวาย
          แม้ว่าน้ำจะเดินทางยังไม่ทั่วถึงเขตลาดกระบัง แต่การร่วมมือร่วมใจของมวลชนชาวลาดกระบัง ในการเตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่ของตัวเอง รวมไปถึงการปรับตัวอยู่กับน้ำท่วม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แม้น้ำจะท่วมขนาดไหน แต่ความเข้มแข็งและความสามัคคีของคนในชุมชนไม่เพียงจะทำให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้แล้ว แต่พลังมวลชนยังเป็นเกราะป้องกันน้ำที่ดีที่สุดอีกด้วย
          เราบอกทุกคนว่าน้ำท่วมแน่ ๆ แต่เราจะทำอย่างไรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดซึ่งก็ต้องสร้างความเข้าใจกับ ชาวบ้านให้ได้
          > ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



โพสเมื่อ : 14 พ.ย. 54   อ่าน 46540 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
พัฒนาเด็กไทยสู่อาเซียน
17 พ.ย. 54 | อ่าน 47718 ครั้ง
สพฐ.แจงพร้อมรับประเมิน
27 ก.ค. 58 | อ่าน 728 ครั้ง
’มศว’จัดวันเด็กสืบสานวัฒนธรรม
10 ม.ค. 55 | อ่าน 17595 ครั้ง
อัพเดทล่าสุด 6 ก.ย.59 ประกาศเกณฑ์การแข่งขัน ศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 66 ปีการศึกษา 2559
08 ก.ย. 59 | อ่าน 207 ครั้ง
อธิการบดีมสด.เผยทางเลือกบุคลากร พร้อมรับพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิตนอกระบบ
05 ก.พ. 56 | อ่าน 718 ครั้ง
ข้อสอบGAT/PATไร้ปัญหา
04 มี.ค. 56 | อ่าน 494 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.