Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


หนี้สินครู...หากอยากทำต้องแก้ไขให้ตรงจุด




      

หนี้สินครู...หากอยากทำต้องแก้ไขให้ตรงจุด

กลิ่น สระทองเนียม
          คงกลายเป็นสมัยนิยมไปแล้วสำหรับนักการเมืองเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะต้องกำหนดนโยบายใหม่ ๆ เพื่อหวังสร้างผลงานที่ไม่ซ้ำแบบเดิมออกมาอยู่เสมอและจากจำนวนนโยบายหลากหลายที่ว่านี้หนึ่งในนั้นจะขาดเสียมิได้ก็คือการแก้ปัญหาหนี้สินครู แม้เรื่องนี้จะมีบทเรียนให้เห็นมาแล้วทุกยุคสมัยว่ายังไม่สามารถทำแล้วสำเร็จได้เลย แต่ทุกรัฐมนตรีก็อยากทำด้วยอาจคิดว่าพูดออกไปแล้วโดนใจครู ส่วนจะแก้ได้หรือไม่ได้เอาไว้ทีหลัง
          ทั้งนี้ก็ใช่ว่ารัฐมนตรีที่ผ่านมาจะไร้กึ๋นแต่ด้วยหนี้สินครูเป็นปัญหาใหญ่และถูกสะสมเรื้อรังมานาน การที่จะแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงในเวลาอันรวดเร็วนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะจากจำนวนครูที่มีอยู่ 4.6 แสนคน น่าจะมีครูไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 เป็นหนี้อยู่และจำนวนหนี้ก็มีมากมาย เมื่อรวมยอดทั้งหมดแล้วนับเป็นเงินกว่าล้านล้านบาท นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มครูที่ตกสำรวจหรือไม่อยากเปิดเผยข้อมูลที่ไปกู้เงินนอกระบบอีกต่างหาก เมื่อครูซึ่งถือเป็นปูชนียบุคคลต้องมาเป็นหนี้สินมากมายก็ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวครูเองและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรวมถึงภาพลักษณ์ในสายตาประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          ดังนั้นการคิดแก้ปัญหาดังกล่าวแม้จะเกิดประโยชน์กับครูอย่างยิ่งแต่เมื่อคิดทำแล้วก็ต้องให้เกิดผลในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ทำให้เกิดได้แค่ชื่อโครงการหรือช่วยได้แค่เบี้ยบ้ายรายทางโดยมีงบประมาณมาแก้ปัญหาปีละไม่กี่ร้อยล้านบาทเทียบกับจำนวนครูและจำนวนหนี้ไม่ได้เลย ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ได้ผลอย่างทั่วถึงจึงจำเป็นต้องหาทางปลดล็อกต้นตอของปัญหานี้ให้ได้ สำหรับต้นตอที่ทำให้ครูต้องมีหนี้สินกันจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้ ก็น่าจะมาจากหลากหลายอย่างแต่ต้นเหตุหลัก ๆน่าจะเป็นดังนี้
          ต้นเหตุแรก น่าจะมาจากรายได้ของครูที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ตัวอย่างนี้จะเห็นได้ชัดเจนหากเปรียบเทียบเงินเดือนครูเมื่อ 20 ปีก่อนกับราคาทองซึ่งเป็นหลักทรัพย์ประกันที่ทุกประเทศให้การเชื่อถือมากที่สุดแม้ครูจะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยหรือหลักพันต้นๆแต่ก็สามารถซื้อทองได้อย่างน้อย 2 บาท ด้วยราคาทองจะขายบาทละ 450-500 บาท เมื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในแต่ละปีทำให้สาธารณูปโภคทุกอย่างเพิ่ม ราคาไปด้วย
          ตรงกันข้ามกับเงินเดือนของครูที่เพิ่มขึ้นปีละไม่กี่บาทโดยไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหรือแม้จะดูข้อมูลปี 2553 ที่เงินเดือนครูได้ขยับมาเริ่มต้นที่ 7,940 บาท แต่ก็เทียบกับราคาทองไม่ได้ที่ขายบาทละ 20,000 กว่าบาทยิ่งหากเป็นข้อมูลปัจจุบันแม้ครูจะได้ปรับเงินเดือนเพิ่มอีก 13 เปอร์เซ็นต์โดยเริ่มต้นที่ 9,140 บาท แต่ราคาทองขายถึงบาทละกว่า 26,000 บาท ไปแล้ว เรียกว่ารายได้ของครู 1 เดือน ซื้อทองได้ไม่ถึง 2 สลึง หากเทียบกับเงินเดือนที่เริ่มต้นในอดีตเงินเดือนครูจะหายไปกว่าครึ่งในแต่ละเดือน
          ต้นเหตุต่อมา น่าจะมาจากผู้ที่เข้ามาสู่วิชาชีพครูส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลางไปจนถึงยากจนทำให้บางคนเริ่มมีหนี้สินตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นครู ทั้งจากหนี้สินที่เป็นมรดกจากครอบครัว หนี้สินจากการศึกษาเมื่อมาเป็นครูมีรายรับจากเงินเดือนที่ค่อนข้างต่ำทางเดียวแต่มีรายจ่ายหลายทาง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายกับการสร้างครอบครัวใหม่ที่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งทุกด้านด้วยไม่มีเงินทุนเดิมมาก่อน   เมื่อต้องจัดหาปัจจัยสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตเพื่อให้มีหน้ามีตาอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับหนี้สินตั้งแต่รายย่อยด้วยเครื่องอุปโภค สาธารณูปโภคไปจนถึงหนี้สินก้อนใหญ่เพื่อใช้แต่งงาน ซื้อยานพาหนะ จัดหาที่ดิน สิ่งของมีค่า ไปจนถึงที่อยู่อาศัย เมื่อรายได้ต่ำแต่ต้องสร้างฐานความพร้อมครอบครัวใหม่ทั้งหมด การวิ่งเต้นกู้หนี้ยืมสินจากแหล่งเงินกู้ทั้งในและนอกระบบจึงเกิดขึ้นส่งผลให้ภาระหนี้สินของครูมีจำนวนมาก
          ต้นเหตุสุดท้ายที่จะขอนำเสนอในที่นี้ก็คือ ครูส่วนหนึ่งขาดจิตสำนึกกับการดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียงด้วยการใช้จ่ายไปกับความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยจนเกินตัวเกินรายได้ หรือถลำตัวเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์ในอบายมุขต่าง ๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นจากหนี้ก้อนใหญ่ที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจที่วิถีชีวิตการสร้างหนี้ถาวรกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในทุกรูปแบบจึงเกิดขึ้น้ตามมา จากต้นเหตุที่มาของปัญหาหนี้สินครูที่นำมาเสนอนี้ก็คงพอทำให้ทราบว่าทำไมครูส่วนใหญ่ถึงมีหนี้สินจำนวนมาก ดังนั้นหากมีจิตอานิสงส์ที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้ครูอย่างจริงจังก็ต้องเริ่มแก้กันตั้งแต่ต้นเหตุ ซึ่งวิธีการแก้ไขให้ถึงแก่นแท้ของปัญหานี้ก็คิดว่ามีอยู่มากแต่แนวทางที่อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาลได้นำไปพิจารณาดำเนินการได้แก่เรื่องต่าง ๆ ดังนี้
          1. จะต้องเพิ่มรายได้แต่ละปีให้กับครูต้องสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะเงินเดือนครูต้องปรับเพิ่มให้สูงขึ้นให้มีค่าเทียบเคียงได้กับในอดีตคือเงินเดือนแรกเข้าต้องสามารถซื้อทองได้อย่างน้อย 2 บาท ซึ่งก็สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดไว้ว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงรายได้ก็ต้องสูงด้วยแต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อครูได้รับเงินเดือนต่ำและเป็นรายได้ทางเดียว การที่จะไปสนับสนุนให้ทำอาชีพอื่นเสริมก็คงทำได้ยากด้วยอาชีพทุกอย่างหากจะทำให้ได้ผลก็ต้องใส่ใจ ใส่เวลา หากปฏิบัติเช่นนี้ก็จะกลายเป็นว่าครูเบียดบังเวลาเด็กไปหาประโยชน์ให้กับตนเอง งานในหน้าที่ก็จะพลอยเสียไป ประชาชนก็คงมองภาพลักษณ์ที่ไม่ดีได้ ตัวอย่างเช่นนี้ก็มีให้เห็นมาแล้วที่ครูจำนวนหนึ่งไปเป็นตัวแทนขายเครื่องสำอางยังถูกตำหนิและนำมายกตัวอย่างในทางไม่ดีมาแล้ว ดังนั้นเงินเดือนครูจึงต้องปรับให้สูงเพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีกหนึ่งเท่าตัวพร้อมเพิ่มขั้นแต่ละปีให้สอดคล้องกับสภาวะเงินเฟ้อเพราะหากไม่ทำเช่นนี้เมื่อข้าวของแพงขึ้นรายได้ของครูก็จะไล่ไม่ทันอยู่เช่นเดิมต่อไป
          2. ควรหาทางสร้างรายได้ให้กับครูที่ปฏิบัติงานที่มีลักษณะพิเศษมีความยุ่งยาก อาทิ ครูที่สอนในท้องถิ่นกันดาร เสี่ยงภัย ครูที่ต้องสอนหลายชั้นหลายวิชา รวมถึงครูที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้านให้กับเด็ก ครูเหล่านี้ทำงานยาก งานหนักกว่าครูในพื้นที่ที่มีความพร้อมก็ควรได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษไม่ใช่ปล่อยให้ครูต้องเสียสละแรงกาย แรงใจของตนเองกินอุดมการณ์อยู่ฝ่ายเดียวโดยที่รัฐไม่เคยเหลียวแลอย่างนี้ก็ไม่ไหวเพราะนานเข้าขวัญกำลังใจและอุดมการณ์ก็จะพลอยหายไปจนเหลือความเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่ในที่สุด
          3. ควรปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างความก้าวหน้าด้วยระบบวิทยฐานะใหม่ให้สอดคล้องกับงานที่ครูปฏิบัติอยู่ ซึ่งอาจจะพิจารณาจากความเสียสละ มุ่งมั่น ทุ่มเทในการทำงานหรือคุณภาพผู้เรียนโดยให้ผู้ที่รู้ข้อมูลจริงในพื้นที่เป็นผู้พิจารณาไม่ใช่ไปเอานักวิชาการจาก
          มหาวิทยาลัยซึ่งมีบริบทการทำงานไม่เหมือนกันมาเป็นผู้ประเมินแถมใช้งานวิชาการชี้เป็นชี้ตายทั้งที่วิทยฐานะครูไม่ใช่ตำแหน่ง ผศ. รศ. หรือ ศาสตราจารย์ ที่ต้องประเมินเข้มข้นงานวิชาการเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด รวมถึงการจัดสรรโบนัสหากจะทำก็ควรให้เทียบเคียงได้กับบริษัทเอกชนที่เขาได้เป็นกี่เท่าของเงินไเดือนไม่ใช่ให้ปีละไม่ถึงพันบาทแล้วจะใช้เป็นแรงกระตุ้นให้ครูอยากทำงานหนักได้อย่างไร
          เรื่องสุดท้ายที่อยากให้ดำเนินการ คือ จัดตั้งธนาคารครูโดยการรวบเอาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกจังหวัดมารวมกันหรือให้เป็นสาขาย่อยของธนาคาร โดยให้ครูที่เป็นสมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อจะได้มีรายได้จากผลกำไรและเป็นแหล่งออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนนี้หากทำได้ก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้สถาบันบางแห่งมาหลอกเก็บเงินครูและใช้เงินงบประมาณที่บอกว่าเป็นเงินสมทบให้กับครูไปลงทุนพอเสียหายแล้วหาผู้รับผิดชอบไม่ได้แต่พอได้กำไรครูกลับไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ทราบกันอยู่
          การแก้ปัญหาหนี้สินครูหากสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางที่เสนอมาครั้งนี้เชื่อแน่ว่าจะช่วยให้หนี้สินครูลดลง ครูจะมีขวัญกำลังใจในการทำงานดีขึ้น แม้ว่าการดำเนินงานอาจต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมากก็ตามแต่คิดว่าสิ่งที่ได้กลับคืนมาน่าจะคุ้มค่าอย่างมหาศาลเพราะเวลาใช้งบประมาณสร้างสะพาน ขุดอุโมงค์ สร้างถนน ใช้เงินมหาศาลก็ยังทำกันได้แล้วทำไมเงินที่จะมาลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กสร้างอนาคตของชาติอย่างยั่งยืนถึงไม่กล้าลงทุนบ้าง มัวคิดแบบฆ่าควายเสียดายเกลือ ผลลัพธ์ที่ออกมาถึงเป็นอย่างนี้ หรือคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกวันนี้ยังไม่สาแก่ใจกันอยู่อีกหรืออย่างไร.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์



โพสเมื่อ : 27 ก.ย. 54   อ่าน 33116 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
สพฐ.ดึง "ญาญ่า-ณเดชน์" ร้องเพลงรณรงค์ค่านิยม 12 ประการ
01 ต.ค. 57 | อ่าน 2272 ครั้ง
ม.มหิดลอวดโครงการสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่’มหาวิทยาลัยเมืองในฝัน-อยู่ร่วมธรรมชาติ’
08 ก.พ. 56 | อ่าน 653 ครั้ง
ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
22 ก.พ. 56 | อ่าน 523 ครั้ง
แนะเด็กคิดให้ดีก่อนเลือกเรียนหมอ
27 ก.ค. 58 | อ่าน 492 ครั้ง
สช.คุมเข้มคุณภาพสถาบันสอนภาษา
09 ก.ค. 57 | อ่าน 607 ครั้ง
ศธ.ตั้งกองทุนช่วยครูประสบภัย
12 ธ.ค. 55 | อ่าน 651 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.