Thaischool หน้าหลัก ลงทะเบียนใช้งาน ระบบเว็บไซต์โรงเรียน คู่มือการใช้งาน ติดต่อเรา


ยุคมืดของอุดมศึกษาไทย




      

ยุคมืดของอุดมศึกษาไทย

 

          ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง
          วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก
          ตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สถาบันอุดมศึกษาไทยยังไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน ความต้องการของนายจ้าง และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียนหรือความเป็นสากลในเรื่องของคุณภาพทางการศึกษาและความเป็นเลิศทางวิชาการมากนัก กลับมุ่งเน้นเชิงปริมาณคือ ผลิตบัณฑิตจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้คุณภาพบัณฑิตที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ของสังคมเกิดด้อยประสิทธิภาพ กลายเป็นปัญหาสะสมจนนำไปสู่ความเสื่อมของสถาบันอุดมศึกษา ดังนี้
          1.กระหายที่จะนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยอ้างว่ามีข้อดีคือ  รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้เป็นภาระในระยะยาว ผู้บริหารมีอำนาจในด้านการบริหารจัดการ การเงินหรืองบประมาณ การจัดซื้อ จัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารบุคคล โดยสามารถรับบุคลากรได้เอง หรือผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วสามารถกลับเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งผู้บริหารเปรียบเสมือน  CEO ของบริษัท แต่อย่าลืมว่าการศึกษามีจัดไว้ให้เป็นบริการสาธารณะ ไม่ใช่สินค้าในตลาดทุน และมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสถาปนาจากสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องจดจำกระแสพระราชดำรัส ปรัชญา และปณิธานในการก่อตั้ง หากมีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เท่ากับเป็นการทำลายพระราชปณิธานของพระองค์
          สำหรับข้อเสียคือ 1.หลักสูตรที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้เข้ามหาวิทยาลัยก็จะไม่ได้รับการส่งเสริมให้เปิดสอนในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนจะมีการปรับสูงขึ้น  เนื่องจากจะต้องมีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงในระบบ ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายแทนงบประมาณของรัฐ 2.ผู้เรียนที่มีฐานะระดับปานกลางถึงยากจนจะมีโอกาสได้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาน้อยลง 3.อาจารย์ผู้สอนเป็นเพียงพนักงาน (ลูกจ้าง) ของมหาวิทยาลัยตามสัญญาจ้าง จึงไม่มีความผูกพันและมีความจงรักภักดีต่อองค์กร 4.อาจารย์ผู้สอนไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ เนื่องจากอาจถูกยกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ จึงควรจะวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยจะต้องฟังข้อมูลรอบด้าน โปร่งใส  และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมด้วย รวมทั้งตระหนักถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและความสามารถทางการแข่งขันของชาติในทุกๆ ด้านด้วย
          2.มีการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งเป็นศูนย์การศึกษา/วิทยาเขต ตามห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงเรียนพาณิชย์ เป็นต้น มีจำนวน 87 สถาบัน  จำนวนทั้งสิ้น 603 ศูนย์ 1,599 หลักสูตร (ที่มา : สกอ. 28 ก.พ.54 และ 31 ก.ค. 54) แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ถึงแม้จะมีการยื่นหนังสือแจ้งถึง สกอ. แสดงถึงความพร้อมที่จะเปิดสอน แต่สิ่งที่เป็นอยู่กลับตรงกันข้าม เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดพบว่า การเปิดดำเนินการหลักสูตรนั้นบางแห่งไม่ได้มีการเปิดสอนในสถานที่ตั้งมาก่อน ทั้งๆ ที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าหลักสูตรที่เปิดสอนต้องมีการเรียนการสอนในสถานที่ตั้ง อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีสถาบันบางแห่งได้แจ้งทาง สกอ.ขอแจ้งปิดการสอนนอกสถานที่ตั้งแล้ว แต่ก็ยังมีสถาบันอีกจำนวนหนึ่งที่ทาง สกอ.ยังไม่รับทราบ/หรือไม่รับรอง ยังคงเปิดดำเนินการอยู่
          ประเด็นด้านอาจารย์พบว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรที่สอนนอกสถานที่ตั้งซ้ำกับในสถานที่ตั้ง ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะต้องเป็นคนละชุดกัน และอาจารย์ประจำหลักสูตรมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามเกณฑ์ทั้งเรื่องวุฒิการศึกษา และสาขาวิชาที่จบไม่สัมพันธ์กับหลักสูตรที่เปิดสอน นอกจากนี้ยังมีการจ้างอาจารย์ในลักษณะ part-time มาเฉพาะบางวันที่มีสอน หรือมาเฉพาะช่วงเวลาที่คณะกรรมการเข้าตรวจสอบ
          ประเด็นด้านสถานที่และสิ่งสนับสนุนทางการศึกษาพบว่า ลักษณะทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการจัดการเรียนการสอน ห้องทำงานอาจารย์  ห้องปฏิบัติการ ไม่มีสิ่งที่จะอำนวยความสะดวก ห้องสมุดที่คับแคบ มีหนังสือน้อย และไม่ค่อยมีการใช้งาน ซึ่งไม่มีความเป็นอุดมศึกษา บางแห่งมีการปรับปรุงเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่คณะกรรมการจาก สกอ.เข้ามาตรวจเยี่ยม
          ประเด็นด้านสิ่งสนับสนุนทางการศึกษาและการจัดบริการนักศึกษา บางแห่งมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสถาบันที่ตั้งกับสถาบันที่ไปเปิดการสอน  ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหาร สถานที่พักผ่อน น้ำดื่ม ห้องน้ำ ฯลฯ จึงทำให้เกิดความไม่สะดวก และประเด็นสุดท้าย การบริหารจัดการของศูนย์และการติดต่อประสานงานระหว่างศูนย์กับสถานที่ตั้งหลัก มีเพียงเจ้าหน้าที่ดำเนินงานเพียง  1-2 คนเท่านั้น ส่วนผู้อำนวยการศูนย์จะอยู่ในสถานที่ตั้งเมื่อถึงเวลาเปิดการเรียนการสอนจึงจะเดินทางมา
          อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  ได้พยายามกำกับเรื่องมาตรฐานของการจัดการศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ได้พยายามออกไปตรวจเยี่ยมและออกกฎข้อบังคับเป็นกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถสะสางปัญหาอุดมศึกษาแบบจอมปลอมได้จริง เนื่องจากเมื่อมีการไปตรวจสอบประเมินคุณภาพเมื่อใด ก็จะเห็นผักชีโรยหน้าทั่วทั้งสถาบันเต็มไปหมด
          3.ปรัชญาอุดมศึกษากลายพันธุ์เป็น อุดมศึกษาการตลาดเชิงพาณิชย์  มองลูกศิษย์คือลูกค้า ทำเพื่อจุดคุ้มทุนหรือการเพิ่มยอดนักศึกษา หรือเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้อุณหภูมิการแข่งขันในตลาดอุดมศึกษาร้อนระอุด้วยการนำกลยุทธ์ทางการตลาดเข้ามาดึงดูดผู้เรียน (ลูกค้า) ให้มาสมัครเรียน (ซื้อสินค้า/บริการ) กับสถาบันของตน ซึ่งสถาบันหลายแห่งได้มีการทุ่มงบประมาณในการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย (ลด แลก แจก แถม) หรือมีการใช้การตลาดทางตรงผ่าน Social Media Marketing เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉลี่ยอย่างน้อยแห่งละ 4 ล้านบาท/ปี รวมทั้งมีการทบทวนการวางตำแหน่งทางการตลาด (Repositioning) เพื่อดึงดูดใจผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสร้างคนเก่ง-คนดี มหาวิทยาลัยแห่งดิจิตอล  มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญสุขภาพและบริการ มหาวิทยาลัยที่ดูแลผู้เรียนใกล้ชิดดุจญาติสนิท เป็นต้น
          4.ระบบการประกันคุณภาพทำลายคุณภาพอาจารย์ บางแห่งคณาจารย์สายสอนต้องทำงานธุรการเอกสารตั้งแต่ร่างหนังสือบันทึก พิมพ์ ค้นหาเอกสาร  จัดทำโครงการและสรุปรายงานเป็นรูปเล่ม จัดทำบอร์ด ขอรถไปติดต่อภายนอก ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เป็นต้น จนทำให้อาจารย์ไม่มีเวลาเตรียมการสอนค้นคว้าหาความรู้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อเวลาไปสอนหนังสือก็ใช้องค์ความรู้เดิมและเตรียมการสอนแบบขอไปที รวมถึงทำให้อาจารย์ไม่สามารถพัฒนาความลุ่มลึกวิชาชีพและสร้างผลงานวิชาการได้ โดยผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษามักจะอ้างว่าเป็นภารกิจการทำงานของอาจารย์ที่ประกอบไปด้วยการสอน งานวิจัย จัดทำเอกสารประกอบการสอน และงานประกันคุณภาพ แต่เมื่อเวลาหมดไปกับงานธุรการและสร้างหลักฐาน (เท็จ) จะเกิดการพัฒนาวิชาการได้อย่างไร และในระบบการประกันคุณภาพนักศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมด้วย ดังนั้น การที่นักศึกษาพบเห็นว่า อาจารย์เองยังใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพในลักษณะสร้างหลักฐาน (เท็จ) เพื่อให้สถาบันผ่านการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ  แล้วความน่าเชื่อถือของอาจารย์ที่จะสอนให้ลูกศิษย์เกิดความภูมิใจ มีคุณธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพได้อย่างไร
          นอกจากนี้ นับตั้งแต่มีการตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มาประมาณ 11 ปีแล้ว ยังไม่เห็นคุณภาพที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษาไทย และความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และยังมีมาตรฐานที่ซับซ้อนกัน เช่น กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) กับการประเมินการประกันคุณภาพของ สมศ. หรือการประเมินคุณภาพภายในของสถาบันอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ก็มีการอ้างว่าเป็นการประเมินคนละส่วนกัน เพียงแต่มีความสอดคล้องและต้องทำไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงาน แต่ในความเป็นจริงมาตรฐานที่จะใช้ในการตรวจประเมินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆ การที่จะดำเนินการไปพร้อมๆ กัน นับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
          นี่คือภาพสะท้อนอุดมศึกษาอีกมุมมองหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาอาจเป็นได้แค่โรงงานอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันผลิต ของโหล ที่เลียนแบบจากต่างประเทศที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานบ้างหรือไม่ได้มาตรฐานบ้าง ซึ่งการศึกษานั้นเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ดังนั้น เมื่อคนมีคุณภาพ ประเทศก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือเวียดนาม มีการพัฒนายกระดับการศึกษาไปไกลมากแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นโจทย์การบ้านยากอีกข้อหนึ่งที่ท้าทายในการสร้างผลงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวพ้นความตกต่ำ.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์



โพสเมื่อ : 23 ก.ย. 54   อ่าน 87471 ครั้ง      คำค้นหา :
 


ข่าวอื่นน่าสนใจ
"ครู"หลักสูตร6ปี"ล่ม"ไม่เป็นท่า
28 ก.พ. 54 | อ่าน 11600 ครั้ง
มรส.ร่วมสสค.จัดโครงการ’ครูสอนดี’เน้นแม่พิมพ์ยุคปัจจุบันต้องเท่าทันโลกเทคโนโลยี
12 มี.ค. 56 | อ่าน 725 ครั้ง
ชง ’ครม.’เห็นชอบแผน 5 ปี ต่อยอด ’ว.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์’
10 ม.ค. 55 | อ่าน 85105 ครั้ง
"เสริมศักดิ์" หนุนแยกตั้งกระทรวงอุดมศึกษา
31 ก.ค. 56 | อ่าน 429 ครั้ง
โอเน็ตป. 6 ต่ำ - ข้อสอบยาก
19 มี.ค. 56 | อ่าน 583 ครั้ง
ชี้เกณฑ์ออกใบครู-ค่าจ้างน้อยไม่จูงใจครูต่างชาติสอนในไทย
12 มิ.ย. 55 | อ่าน 873 ครั้ง
นำโค้ดข่าวการศึกษา
ไปติดที่เว็บท่านได้ดังนี้
 

 


Copyright @ รับทำเว็บ 2010.